เรื่องน่ารู้สำหรับคลับเรานะครับ

การสนทนาใน 'DNA Racing Club' เริ่มโดย TK RACING, 12 เมษายน 2006

< Previous Thread | Next Thread >
  1. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    วิธีการวัตออฟล้อ
    นําไม้ที่ยาวและเรียบ วางลงบนหลังของขอบล้อ แล้ววัดจาก รูล้อด้านหลังถึงไม้ที่วางอยู่ ว่าได้ความยาวกี่นิ้ว แล้วเทียบกับ ตรางนี้ ถ้านอกเหนือจากตรางนี้ให้นับมิลเมตรเพิ่ม

    BACK SPACE = ความยาวที่วัดจากข้างหลัง
    WHEEL WIDTH = ความกว้างของล้อ

    ความกว้างของล้อให้วัดจาก inboard bead seat ถึง outboard bead seat
     
  2. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    ถอดแบตเตอรี่อย่างไรจึงจะปลอดภัย

    การเปลี่ยนแบตเตอรี่ไม่ใช่เรื่องยาก แต่การเปลี่ยนแบตเตอรี่ ก็ต้องมีวิธีการที่ถูกต้อง เพื่อไม่ให้การเสียหายเกิดขึ้น ข้อพึงระวังสำหรับการเปลี่ยนแบตเตอรี่เอง คือ

    1. ต้องดับเครื่องก่อนเปลี่ยนแบตเตอรี่ทุกครั้ง (OFF)
    2. ในการถอดแบตเตอรี่ ต้องถอดขั้วลบ (-) ออกก่อนเสมอ เพื่อป้องกัน การลัดวงจร
    3. และเมื่อเปลี่ยนแบตเตอรี่ลูกใหม่เข้าไป ต้องใส่ขั้วบวก (+) ก่อนเสมอ
    จำหลักง่ายๆ "ถอดลบ (-) ใส่บวก (+)" เสมอ เพื่อป้องกันการลัดวงจรและเกิดประกายไฟกับรถยนต์แสนรักของคุณ


    ดูและแบตเตอรี่เพื่อการใช้งานที่คุ้มค่า
    การดูแลแบตเตอรี่ ให้ถูกวิธีจะช่วยให้เราใช้งานแบตเตอรี่ได้คุ้มค่าที่สุด ด้วยวิธีการง่ายๆ ดังนี้

    1. ตรวจสอบสภาพของแบตเตอรี่เสมอ อย่าให้มีรอยแตกร้าว เพราะจะทำให้แบตเตอรี่ไม่เก็บประจุไฟฟ้า
    2. ดูแลขั้วแบตเตอรี่ให้สะอาดเสมอ ถ้ามีคราบเกลือเกิดขึ้น ให้ทำความสะอาด
    3. ตรวจสภาพของระดับน้ำกลั่นแบตเตอรี่ทุกๆ 1 สัปดาห์
    4. ตรวจเช็กระบบไฟชาร์จของอัลเตอร์เนเตอร์ ว่าระบบไฟชาร์จต่ำหรือสูงไป ถ้าต่ำไป จะมีผลทำให้กำลังไฟไม่พอใช้ในขณะสตาร์ตเครื่องยนต์ หรือถ้าสูงไปจะทำให้ น้ำกรดและน้ำกลั่นอยู่ภายในระเหยเร็วหรือเดือดเร็วได้ ในช่วงเวลาเดียวกัน
    5. ช่วงที่มีอากาศหนาวหรืออุณหภูมิต่ำ ประสิทธิภาพการแพร่กระจาย ของน้ำกรด และน้ำกลั่นจะด้อยลง เพราะฉะนั้นควรหลีกเลี่ยงการใช้กระแสไฟมากๆ ขณะอากาศเย็น
    6. ควรศึกษาถึงการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ ให้เหมาะสมกับแบตเตอรี่และไดชาร์จ เพื่อที่จะให้วงจรการไหลของไฟฟ้าเป็นไปด้วยดี
    7. ควรเติมน้ำกลั่นให้ได้ตามระดับที่กำหนด ไม่ควรเติมต่ำหรือสูงเกินไป

    เราจะทราบได้อย่างไรว่าแบตเตอรี่เริ่มเสื่อม
    เมื่อเราใช้แบตเตอรี่ไปได้สัก 1 ปีครึ่ง หรือ 2 ปี แบตเตอรี่จะเริ่มเสื่อมสภาพ
    หากสังเกตดีๆ เมื่อแบตเตอรี่ใกล้เสื่อมสภาพจะมีสัญญาณเตือนดังนี้

    1. เครื่องยนต์เริ่มสตาร์ทติดยาก
    2. ไฟหน้าไม่ค่อยสว่าง
    3. ระบบกระจกไฟฟ้าทำงานช้าลง
    4. ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปรกติ

    เมื่อมีสัญญาณเตือนดังนี้ ก็เข้าร้านที่ไว้ใจได้ เปลี่ยนแบตเตอรี่ได้เลยครับ
     
  3. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    เกจวัดต่างๆ มีหน้าที่อะไรกันบ้าง

    1. มาตรวัดบูสต์ (BOOTS METER)
    มาตรวัดตัวนี้จะเห็นในรถยนต์แทบทุกคันที่มีการติดตั้งเทอร์โบเข้าไป รวมถึงรถยนต์ที่มีเทอร์โบมาจากโรงงานก็อาจจะมีตัวนี้มาให้ เนื่องจากมันเป็นตัวบ่งบอกสำคัญให้ผู้ขับขี่ทราบว่า มีแรงดันอากาศ หรือแรงบูสต์เข้ามายังเครื่องยนต์มากน้อยเพียงไร มาตรวัดตัวนี้โดยปกติบนหน้าปัด จะมีค่าตัวเลขด้านล่างขึ้นมาที่ 0 ซึ่งเป็นค่าของ แวคคั่ม หรือ แรงดันลบ และจาก 0 ขึ้นไป จะเป็นของเทอร์โบ หรือ แรงดันบวก และในส่วนของเทอร์โบนี่เองที่จะเป็นส่วนบ่งบอกว่า เทอร์โบ กำลังทำงานอยู่สำหรับการดูค่าอัตราบูสต์เทอร์โบนั้น ถ้าหากว่าเข็มบนมาตรวัดเดินช้ามาก เป็นตัวแสดงให้เห็นอย่างหนึ่งว่า เทอร์โบมีขนาดใหญ่เกินไป ส่งผลให้ไอเสียที่ไปปั่นใบเทอร์โบไม่พอ การแก้ไขก็น่าจะเป็นการเปลี่ยนเป็นแคมฯ องศาสูง
    รือไม่ก็เปลี่ยนจังหวะของวาล์วเป็นต้น นอกจากนี้หากบนมาตรวัดชี้ว่ามีแรงบูสต์สูงเกินไปจากที่มีการตั้งค่าเอาไว้ ก็อาจจะสรุปได้ว่าเกิดปัญหาขึ้นที่สปริงวาล์วของเวสต์เกต ที่เป็นตัวควบคุมแรงดันบูสต์ของเทอร์โบเป็นต้น สำหรับมาตรวัดอัตราการบูสต์นี้ อาจจะมีค่าการวัดไม่เหมือนกัน บางครั้งอาจบ่งบอกค่าการวัดเป็น Bar (บาร์) หรือว่า psi (ปอนด์) อีกทั้งค่าสูงสุดของมาตรวัดบูสต์ ก็ไม่เท่ากัน จึงควรเลือกใช้งานให้เหมาะสมกับความต้องการ

    2. มาตรวัดอุณหภูมิเครื่องยนต์ (WATER TEMP METER)
    สำหรับมาตรวัดความร้อน ตามปกติในรถธรรมดาทั่วไป ก็จะมีติดตั้งมาให้เป็นมาตรฐานอยู่แล้ว
    แต่ว่ารถยนต์ทั่วไปนั้นอาจไม่ได้อ่อนไหวในเรื่องของความร้อนมากนัก ค่าแสดงให้เห็นจึงไม่ละเอียดมากนัก ทั้งนี้เป็นเพราะทางโรงงานตั้งใจทำมาอย่างนั้น เพื่อคนขับจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงมาก แต่ว่าเมื่อไหร่ที่เกจความร้อนขยับสูงขึ้น นั่นหมายความว่าความร้อนขึ้นค่อนข้างมาก ทว่าถ้าเป็นในรถธรรมดา อาจจะยังไม่ก่อปัญหามากนัก ขณะที่รถยนต์ซึ่งใช้เครื่องยนต์เทอร์โบและมีการโมดิฟาย หรือปรับบูสต์ เรื่องปัญหาความร้อนมีความสำคัญมาก เพราะอาจหมายถึงความเสียหายที่เกิดกับเครื่องยนต์ได้เลยทีเดียว โดยปกติ เซ็นเซอร์ ที่ใช้วัดความร้อนของเครื่องยนต์จะติดตั้งอยู่ตรงท่อน้ำที่ออกจากเครื่อง ซึ่งอุณหภูมิโดยปกติที่เครื่องยนต์ทำงานควรจะอยู่ที่ราว 90-100 องศาเซลเซียส และควรควบคุมไม่ให้สูงขึ้นเกินไปกว่า 120 องศาเซลเซียส หากว่าอุณหภูมิยังสูงขึ้นก็พอมีวิธีแก้ไขคือ เพิ่มขนาดของหม้อน้ำให้ใหญ่ขึ้น เปิดกันชนหน้าให้ลมผ่านเข้าหม้อน้ำได้ง่ายขึ้น หรือไม่ก็เจาะสคูปดักลมบนฝากระโปรงหน้า ให้ลมเข้ามาเป่าห้องเครื่อง วิธีการเหล่านี้พอจะสามารถทำให้เครื่องยนต์เย็นได้บ้างเหมือนกัน

    3. มาตรวัดรอบ (TACHO METER) RPM
    สำหรับมาตรวัดรอบ ก็เหมือนกับมาตรวัดความร้อน คือรถยนต์ส่วนใหญ่จะมีการติดตั้งมาให้จากโรงงานอยู่แล้ว แต่สาเหตุที่มีบางคนต้องไปติดเพิ่มอาจจะมาจากเหตุผลต่างกันไป บางคนอาจคิดว่าเป็นอุปกรณ์ตกแต่งสร้างความสวยงาม หรือความเท่ แต่กับบางคนอาจจะเป็นสิ่งจำเป็นจริง ๆ อย่างรถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายเปลี่ยนไปใช้แคมฯ องศาสูงมาก ๆ จนทำให้สามารถเร่งรอบได้มากกว่าเดิม ซึ่งวัดรอบที่มีติดมากับรถ ไม่สามารถแสดงข้อมูลได้เพียงพอ จึงต้องหาอันใหม่มาติดเข้าไป หรือในรถยนต์ที่ทำขึ้นมาสำหรับการแข่งขันควอเตอร์ไมล์ซึ่งจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ ถือเป็นสิ่งที่ต้องการให้ความสำคัญมาก การตัดสินแพ้ชนะอยู่ที่เวลาเพียงเศษเสี้ยววินาที ดังนั้นมาตรวัดรอบที่มาพร้อมไฟเตือน จึงกลายเป็นอุปกรณ์ช่วยได้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามการแพ้ชนะไม่ได้เพียงอุปกรณ์ที่ว่าเท่านั้น จังหวะฝีมือ สมาธิ ในการเปลี่ยนเกียร์ของผู้ขับขี่เป็นเรื่องที่สำคัญกว่า

    4. มาตรวัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่อง (OIL TEMP METER)
    อุณหภูมิน้ำมันเครื่อง มีความสำคัญมากพอสมควร เพราะถือว่ามีผลกระทบกับเครื่องยนต์โดยตรง หากว่าอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องสูงเกินไป เครื่องยนต์ก็ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องจะขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมันเครื่องที่ใช้ ซึ่งในตลาดน้ำมันเครื่องแยกเป็นหลายประเภท มีทั้งแบบทนความร้อนสูงที่อุณหภูมิสูงถึง 120 องศาเซลเซียส ส่วนบางประเภทอุณหภูมิแค่ 110 องศาเซลเซียส ก็ทนไม่ไหวกลายสภาพเป็นน้ำก็มี โดยปกติของอุณหภูมิน้ำมันเครื่องจะสูง-ต่ำ
    ไปในแนวทางเดียวกับอุณหภูมิของเครื่องยนต์หรืออุณหภูมิหม้อน้ำ ซึ่งถ้าความร้อนของน้ำขึ้น อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องก็จะขึ้นตามไปด้วย ทั้งนี้ในสภาพการใช้งานเครื่องยนต์ควรรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่องให้อยู่ในช่วง 80-110 องศาเซลเซียส ถ้าหากอุณหภูมิสูงขึ้นไปเกิน 120 องศาเซลเซียส ควรทำให้เย็นลงก่อนจึงใช้งานเครื่องยนต์ต่อไป สำหรับทางออกในการช่วยรักษาอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง รถยนต์ที่ผ่านการโมดิฟายมักมีการใส่ OIL COOLER เข้าไปช่วยก็ทำให้อุณหภูมิน้ำมันเครื่องไม่สูงเกินไป

    5. มาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง (OIL PRESSURE METER)
    มาตรวัดตัวนี้จะมีส่วนสำคัญในการแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของ น้ำมันเครื่อง โดยค่าที่แสดงออกมาให้เห็นจะเป็นเวลาที่เครื่องยนต์ทำงานในรอบสูงๆหรือขณะที่เครื่องยนต์ มีอุณหภูมิในการทำงาน เพราะเมื่อน้ำมันเครื่องเจอเข้ากับความร้อนสูง ๆ จะถูกหลอมให้เหลวลง และถ้าน้ำมันเครื่องเหลวมากเท่าไหร่ ประสิทธิภาพความหล่อลื่นก็จะลดลงการสึกหรอ จนถึงการ ระบายความร้อนก็จะลดประสิทธิภาพลงตามไปด้วย ดังนั้นการตรวจสอบตรงจุดนี้จึงมีความสำคัญ ซึ่งมาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่องจะเป็นตัวบ่งบอกข้อมูลนี้ได้ โดยในการแสดงข้อมูลให้เห็นนั้น หากว่ามีแรงดูดน้อย ที่เรียกว่า "แรงดันต่ำ" จะถือว่าการหล่อลื่นไม่ดี เพราะแสดงถึงว่าน้ำมันเครื่องเหลวมาก ใช้แรงดูดน้อยก็ไหลเข้ามาแล้ว ในทางกลับกัน ถ้าน้ำมันเครื่องมีความหนืดมาก แรงดูดก็ต้องใช้แรงมาก เรียกว่า "แรงดันสูง" จะสังเกตได้ว่าเวลาที่น้ำมันเครื่องยังคงเย็น มาตรวัดจะแสดงว่ามีแรงดันสูง แต่เมื่อความร้อนเพิ่มขึ้น น้ำมันเครื่องคลายความหนืดลง ความดันก็จะเริ่มต่ำลงมา สำหรับรถยนต์โดยทั่วไปในขณะวิ่ง แรงดันน้ำมันเครื่องควรอยู่ที่ประมาณ
    3 - 4 kg/cm2 หรือหากสูงมากก็ไม่ควรจะเกิน 6 kg/cm2

    6. มาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสีย (EX. TEMP METER)
    อุณหภูมิของท่อไอเสีย หลายคนอาจจะมองว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับประสิทธิภาพ การทำงานของเครื่องยนต์ ทว่าในความเป็นจริงมันมีส่วนที่สัมพันธ์กับแรงดันน้ำมัน หรือการไหลของอากาศสำหรับรถที่ผ่านการโมดิฟาย นอกจากน้ำมันเครื่องแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่สำคัญ ก็คือ ปริมาณการจ่ายน้ำมันเบนซิน ซึ่งปริมาณน้ำมันเบนซินจะมากจะน้อย ก็สามารถวัดได้จากมาตรวัดอุณหภูมิท่อไอเสียนี่เอง ซึ่งหากมีการปรับน้ำมันให้อ่อนลง จะทำให้อุณหภูมิของท่อไอเสียเพิ่มขึ้น แต่ถ้าเป็นในทางตรงกันข้ามน้ำมันแก่ อุณหภูมิของท่อไอเสีย ก็จะต่ำลง ดังนั้นมาตรวัดอุณหภูมิไอเสีย จึงสามารถบอกข้อมูลของรถในขณะวิ่งได้ อย่างไรก็ตามโดยทั่วไป มาตรวัดอากาศไหลเข้า หรือว่ามาตรวัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็ใช้บอกข้อมูลในทางเดียวกัน

    7. มาตรวัดแรงดันเชื้อเพลิง (FUEL PRESSURE METER)
    สำหรับมาตรวัดตัวนี้ใช้เป็นตัวเช็คแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงว่า ในขณะที่เหยียบคันเร่งแล้วน้ำมันขึ้นมาตามปริมาณที่เราออกแรงกดลงไปบนคันเร่งหรือไม่ สำหรับคนที่ใช้รถแบบปรกติหรือใช้บนถนนทั่วไป มาตรวัดตัวนี้คงจะไม่จำเป็น อย่างไรก็ดีหากว่า ปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดเกิดมีปัญหาขึ้นมา มาตรวัดที่บอกค่าของแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ก็สามารถเป็นตัวบอกความผิดปกติได้ วิธีดูมาตรวัดตัวนี้ จะใช้ดูค่าในขณะที่รถยนต์ติดเครื่องเดินเบาเป็นหลัก สำหรับรถยนต์ที่มีเทอร์โบติดตั้งอยู่ด้วยค่าของแรงดันนี้จะขึ้นไปตามอัตราการบูสต์ เช่น ค่าที่วัดได้ในขณะเดินเบามีค่าเป็น 3 บาร์ แต่เมื่อเทอร์โบบูสต์ไป 1 บาร์
    ค่าบนของมาตรวัดจะชี้ไปที่ 4 บาร์ ซึ่งหากว่าแรงดันนี้ตกลง นั่นหมายถึงว่าขนาดของปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงหรือหัวฉีดที่ใช้ไม่เพียงพอ เสียแล้ว ดังนั้นมาตรวัดตัวนี้จึงมีความจำเป็นไม่น้อยสำหรับรถยนต์เทอร์โบ ซึ่งผู้ขับขี่ความสังเกตค่าแรงดันในขณะที่เดินเบาเป็นหลัก และสังเกตว่าแรงดันน้ำมัน นั้นขึ้นไปตามอัตราการบูสต์หรือไม่

    8. มาตรวัดส่วนผสมของอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง (A/F METER)
    มาตรวัดตัวนี้เป็นการเช็คความสมดุลระหว่างอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำหรับ A/F คืออัตราส่วนระหว่างอากาศกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งโดยทั่วไปอัตราส่วนตามหลักการนี้จะต้องมีค่าเท่ากับ 14 ในขณะที่เครื่องเดินเบา เลข 14 ก็จะหมายถึงอากาศ 14 ส่วน/น้ำมัน 1 ส่วน ซึ่งจะผสมอยู่ในห้องเผาไหม้สำหรับจุดระเบิด และค่านี้จะต่ำลงไปในขณะที่มีการเร่งเนื่องจากปริมาณน้ำมันเพิ่มขึ้น และค่า A/F นี้จะสูงขึ้นในขณะที่ทำการถอนคันเร่ง โดยค่า A/F นี้จะถูกแบ่งออกเป็น "บาง" กับ "หนา" ซึ่งถ้าต้องการทำให้รถแรงขึ้น ก็ต้องปรับให้ค่า A/F ให้มีค่าที่บางลง คือการปรับให้น้ำมันน้อยลง-อากาศมากขึ้น อย่างไรก็ตามการปรับในลักษณะดังกล่าว ก็มีผลทำให้อุณหภูมิในห้องเผาไหม้สูงขึ้นได้ จึงจำเป็นต้องมีการปรับอย่างระมัดระวัง ทั้งนี้ค่า A/F ไม่ควรสูงเกินกว่า 12 เพราะนั่นหมายความว่าน้ำมันเชื้อเพลิงน้อยเกินไป ซึ่งในรถที่มีการโมดิฟาย ควรจะให้มีค่า A/F ขณะเร่งอยู่ในช่วง 10.5- 11.5 ก็พอ

    9. แวคคั่ม มิเตอร์ (VACCUM METER)
    มาตรวัด VACCUM ตัวนี้ จริง ๆ แล้วมันก็อยู่ในมาตรวัดตัวเดียวกับมาตรวัดอัตราบูสต์เทอร์โบ มาตรวัดตัวนี้จะตอบสนองกับ อัตราการเหยียบคันเร่ง ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเช็คความสิ้นเปลืองน้ำมันได้เหมือนกัน สำหรับการดูค่าของมาตรวัดตัวนี้ต้องดูเวลา เครื่องเดินเบา ซึ่งจะดูได้จากค่าสุญญากาศ ถ้าค่าสุญญากาศนี้มีมาก ก็จะถือได้ว่าเครื่องยังคงมีสภาพที่สมบูรณ์ ไม่รั่วซึม แต่ถ้าค่านี้ลดลงไปมาก นั่นก็เป็นไปในทางตรงกันข้าม มาตรวัดตัวนี้จึงเป็นมาตรวัดที่อาจมีไว้เช็คสภาพของเครื่องยนต์ได้ ทั้งนี้ในขณะเครื่องยนต์เดินเบาถ้าเข็มบนมาตรวัดนี้บอกค่าไม่ถึง 300 cmHg นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเครื่องยนต์มีสภาพย่ำแย่ โดยเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ที่มีความสมบูรณ์ค่าตัวนี้จะอยู่ที่ประมาณ 450 cmHg
     
  4. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    ???????? (Gassohol)

    ????ѹ??????ԧ?????ҡ??ü???????ҧ ?ͷҹ?? * ?????ͷ????š????? ???????š????????ط??? 99.5% ????Ѻ????ѹູ?Թ?????õС??? ??ѵ????ǹູ?Թ 9 ??ǹ ?ͷҹ?? 1 ??ǹ ?֧?????繹???ѹ?????????͡෹ 95 ????դس???ѵ??????ǡѺ????ѹູ??ž?????????õС??? ?͡෹ 95
    ???????? ???ç??÷???Դ??鹨ҡ?Ǿ???Ҫ????? ??кҷ???稾???????????? ?ҵ????? ?.?. 2528 ?·ç????????һ???????Ҩ???ʺ?ѭ?ҢҴ?Ź????ѹ ??лѭ?Ҿת?ŷҧ????ɵ????Ҥҵ???? ?֧?ç?վ???Ҫ????????ç?????ǹ???ͧ???ǹ?Ե?Ŵ????֡?ҡ?кǹ??ü?Ե??š?????ҡ???? ??й???š????????Ե?????Ҽ???Ѻ????ѹູ?Թ ??Ե?繹???ѹ ????????? ???????繾?ѧ?ҹ??᷹ ???ç?????ǹ???ͧ??????????ż?Ե??š?????ҡ?????ҵ????? ?.?. 2529 ??????ա?þѲ?????ҧ??????ͧ?Ҩ??֧?ء?ѹ???

    ???????? ?Ѻ????ª????????Ѻ
    ?͡?ҡ?Ҥ?????????ж١???ҹ???ѹູ?Թ?????? ??觪??»????Ѵ????????ѹ????Թ??ҵ?ҧ?????㹡?ë??͹???ѹ????ҡ???? ?????????ѧ????Ŵ????ҳ?ž?ɨҡ?????????????ž????ҡ?? ????????öŴ????ҳ???ä???͹?͹?͡䫴?ŧ??֧ 30% ?????????????ͧ????ͧ¹??????ó???觢??
    ????????????ö?????Ѻö¹?????ö?ѡ??ҹ¹??ء??蹵????????Ե?й???????ͧ???¤???????㹡?û?Ѻ??????ͧ¹?? ???????ö???????Ѻ????ѹ??????ԧ????????????㹶ѧ?????????ͧ????????ѹ????ѧ??͹ ????ҡ????ըش????????????????ö????¹????????ѹູ?Թ???????ѹ???蹡ѹ ?????????????????觤???͡෹????˹??????㹡?????????ѹູ?Թ?????õС??? ?͡෹ 95 ?·???仹?? ????? MTBE (Methyl Tertiary Butyl Ether) ??????Ѻ????????????? Ethyl Alcohol 99.5% ??᷹㹻???ҳ 10% ??س???ѵ?㹡????ҹ?Ѻ????ͧ¹???ѧ??????͹?ѹ?ء??С??
    ?͡?ҡ??? ??ü?Ե?????????ѧ????繡???????ª??ҡ?ת?ŷҧ????ɵ?㹻????????Դ????ª???٧?ش ?????????Ҩ??????? ?ѹ?ӻ???ѧ ???? ????⾴ ????ö???????ѵ?شԺ㹡?ü?Ե??š???????????? ????Ŵ??????ҳ㹡???á᫧?Ҥ??Թ????ɵ?ŧ??֧˹????????ҹ?ҷ

    *** ?ͷҹ?? ??? ??š?????????ҡ?????ѡ?ת???ͼ?Ե?ŷҧ????ɵ? ????ö?????????ԧ?µç???ͷ?᷹????ѹູ?Թ???͹???ѹ???? ????ͼ???Ѻ????ѹູ?Թ?? ????????? ???????ѹ ?????? ?????????

    ?????????????ͪҵ?
    ?繾?ѧ?ҹ??᷹ ??Ե?ҡ?ת?ɵ?㹻???? ??᷹????????͡෹??????Ҩҡ
    ??ҧ????? ?????Ѵ?Թ??ҵ?ҧ??????ҡ???? 3,000 ??ҹ?ҷ ??ͻ?
    ?????Ѵ????????ѹ?????????ӡѴ ?¡?ù??ͷҹ???Ҽ???Ѻ????ѹູ?Թ ?Ъ???Ŵ?????
    ????ѹ?ͧ?????ŧ?????ҳ 10% ??????͹?? 25 ??ҹ?Ե?
    ?ɵá???????????٧??? ?դس?Ҿ???Ե???բ?鹨ҡ??ü?Ե?ͷҹ?ŷ????ҡ?ת?ɵ?
    Ŵ?ž?ɷҧ?ҡ?? ??Ŵ???ä???͹ ??Ф???͹?͹?͡䫴? ŧ?? 20-25 %
    ????Ŵ????͹??͡䫴? ????繻Ѩ?????ѡ ?????????Դ????? ???͹??Ш?㹪?鹺???ҡ?? (GREEN HOUSE EFFECT) ??????Ŵ??ѹ?? Ŵ??????????ԡ?? ???Ŵ???ູ?չ
    ???¡?Ш?¡??ŧ?ع ??è?ҧ?ҹ??誹??

    ?????????????ͤس
    ???????ѹູ?Թ?͡෹ 95 ??Ҥҷ??????Ѵŧ 1.50 ?ҷ????Ե?
    ???????????ͧ¹???????????Ҵ ????ó???觢??
    ??????ǹ??????????ɵá? ???͹?????ҵ?????¼ż?Ե????Ҥҷ???٧???
    ?????Ŵ?ž?ɷҧ?ҡ?? ????觼Ŷ֧???Ե???ͧ ?١??ҹ ??????͹?????ҵ?

    ?????·???Ҩ?Դ??鹨ҡ?????????????? 95
    ???ͧ?ҡ???????? 95 ?繹???ѹ??????ԧ?????ҡ??ü???????ҧ ?ͷҹ?? ???? ?ͷ????š????? ???????š????????ط??? 99.5% ????Ѻ????ѹູ?Թ?????õС??? ??ѵ????ǹູ?Թ 9 ??ǹ ?ͷҹ?? 1 ??ǹ
    1. ?س???ѵԢͧ??š????? ???????????? ??????Դ?´???㹶ѧ ?Ҩ?????ѧ????ѹ?Դʹ????м????ǡ??ҷ???è??? ?Ҩ??????Դ????ش?ѹ??к?????ѹ??????ԧ
    2. ?????????????? 95 ??Ѻ?Ѻູ?Թ 95 ???ͧ?ҡ???????????????????????蹺???????????͹?ູ?Թ 95 ?֧??????Դ????֡??ͷ??????????ҡ???
    3. ?ҡ?????ҹ??ԧ?ѵ?ҡ?????Ŵŧ㹪?ǧ 0 ? 100 ??./??. ??ͧ????????????????????º?Ѻູ?Թ 95 ?֧???˵?????ͧ????º?ѹ????ҡ??? ??????Դ?????????ͧ????ѹ??????鹵??仴??? ????ͧ¹??ӧҹ˹ѡ??? ?Դ????֡??????Ǣ??
    4. ???????ͷҹ?? ŧ?ູ?Թ 95 ?ռŵ?ͤس???ѵԺҧ??С?âͧ??ʴػ??????ҧ????????к???????ԧ?????ͧ¹???ҡ????
    5. ???????ͷҹ?? ŧ?ູ?Թ 95 ?ռŵ?ͤس???ѵԺҧ??С?âͧ??ʴػ????????ʵԡ ????????к???????ԧ?????ͧ¹??
    6. ?ѵ?ҡ?áԹ????ѹ?ͧö ???º??º?????ҧ ???????? 95 ?Ѻ ?繫Թ 95 ?ҡ??????ԧ
    ??͹˹?ҹ?? ????繫Թ 95 ?ӹǹ 40 ?Ե? ????????зҧ = 400 ??.
    ?繫Թ95 ?ӹǹ 40 ?Ե? ?Ҥ??Ե??? 23.34 ?. ?繧Թ = 933.60 ?ҷ

    ?Ѩ?غѹ ???????????95 ?ӹǹ 40 ?Ե? ????? = 360 ??.
    ????????95 ?ӹǹ 40 ?Ե? ?Ҥ??Ե??? 21.84 ?. ???Թ = 873.60 ?ҷ

    ?ѧ??鹡?????????????95 ?????Ѵ?Թ (??ҡѺ 933.60 - 873.60) = 60 ?ҷ
    ??... ???зҧ?????? (??ҡѺ 400 ? 360) = 40 ??.

    (??ͧ??? ????????95 ?????ա 4.44 ?Ե? ?֧??????? 400 ??. = ????繫Թ95 ?ӹǹ 40 ?Ե?)
    ??ػ ??ͧ???????????95 ?ӹǹ 44.44 ?Ե? ???Թ = 44.44x21.84 = 970.57 ?ҷ

    ?ŵ?ҧ??? : ???зҧ 400 ??. ???????????95 = 970.57 ?ҷ
    ???зҧ 400 ??. ????繫Թ95 = 933.60 ?ҷ

    ????????ҵ?ͧ?????Թ???? 36.97 ?ҷ ?ҡ??????????????95 ???ͷ??????????? 400 ??. (??ҡѺ????繫Թ 95)

    ????ػ
    " ???????Ѻ??õѴ?Թ㨢ͧ?????Ҩ????͡?????ҧ?˹ ?????ͧ???ҧ???? ??ʹ??? ??ʹ?
    ᵡ??ҧ?ѹ? " ?ҡ?բ??ʧ??? ???͵?ͧ???????????´??????? ?Դ???

    ?ӹѡ?ҹ??С???????ͷҹ????觪ҵ? ??. 0 2354 1648-51 ????? 0 2354 1647 ????

    ????ѷ ???? (???????) ?ӡѴ
    ?ٹ???ԡ???١??Һ???ѷ ??????觻?????? ?ӡѴ ??. 0-2262-7700 ?? 2

    ??û?????????觻??????
     
  5. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    การเลือกและใช้น้ำมันเครื่อง


    คุณภาพของน้ำมันเครื่องมีความสำคัญทั้งต่อกำลังและความทนทานของเครื่องยนต์ การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละชนิดมีกำหนดการใช้งานที่เหมาะสม ไม่สามารถยืดอายุหรือระยะเวลาออกไปตามสภาพเศรษฐกิจได้การเลือกใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ อาจไม่มีผลให้ทราบในทันทีหากเครื่องยนต์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะกำลังมักลดลงไม่มาก และในกรณีที่อายุการใช้งานของเครื่องยนต์สั้นลงกว่าจะทราบก็อีกนาน นอกจากนั้นยังมีโอกาสน้อยมากที่เครื่องยนต์จะพังในทันทีจากการใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพต่ำ หรือยืดระยะเวลาเปลี่ยนจากปกติ

    การเลือกน้ำมันเครื่องไม่จำเป็นต้องดูยี่ห้อหรือรุ่นว่าเด่นดังหรือเปล่า เพราะคุณสมบัติที่แท้จริงของน้ำมันเครื่องมีระบุอยู่ข้างกระป๋องเสมอน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แม้ราคาแพง แต่ค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรอาจประหยัดกว่าก็เป็นได้

    เลือกน้ำมันเครื่องด้วย 3 คุณสมบัติ
    ชนิด & คุณภาพ & ความหนืด
    ต้องพิจารณาทั้ง 3 คุณสมบัติเสมอ ไม่ใช่เลือกแค่ชนิดหรือยี่ห้อ-รุ่นเท่านั้น ไม่ควรเลือกตามคำร่ำลือหรือการโฆษณา และไม่สามารถสรุปการเลือกแค่ 1-2 คุณสมบัติ เช่น เลือกเพราะเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ โดยไม่สนใจเกรดคุณภาพหรือความหนืด หรือเลือกเพราะเกรดคุณภาพที่พึงพอใจ โดยไม่สนใจชนิดและเกรดความหนืด เพราะน้ำมันเครื่องแต่ละรุ่นมีคุณสมบัติทุกด้านแตกต่างกัน น้ำมันเครื่องสังเคราะห์บางรุ่นมีอายุการใช้งานนานกว่าก็จริง แต่อาจมีเกรดคุณภาพต่ำกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาก็เป็นได้

    1. ชนิด - เกี่ยวข้องกับอายุการใช้งานของน้ำมันเครื่อง
    แบ่งเป็น 3 ชนิดหลัก โดยตัดน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปที่ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐาน ซึ่งผลิตจากไขพืช-สัตว์ เพราะคุณภาพต่ำเกินไป แต่เพิ่มชนิดที่ 3 ขึ้นมา คือ น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ที่ได้จากการผสมน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์กับชนิดธรรมดา

    น้ำมันเครื่องธรรมดา ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานที่กลั่นจากน้ำมันปิโตรเลียม แพร่หลายที่สุด กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 300-600 บาท


    น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ผลิตจากการผสมน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดธรรมดากับชนิดสังเคราะห์ในอัตราส่วนที่เหมาะสม และแตกต่างกันออกไปในแต่ละรุ่น กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 500-800 บาท

    น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ผลิตจากน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานที่สังเคราะห์ขึ้นจากน้ำมันปิโตรเลียม กระป๋องบรรจุ 4-5 ลิตร ราคาประมาณ 800-2,200 บาท

    ชนิดของน้ำมันเครื่องสามารถบอกได้เพียงคุณสมบัติด้านอายุการใช้งานเป็นหลัก ไล่เรียงกันลงมาจากน้อยไปหามาก และไม่ใช่บทสรุปว่าน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ต้องมีคุณภาพโดยรวมดีกว่าน้ำมันเครื่องธรรมดาเสมอไป เพราะยังต้องเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติด้านอื่นอีก เช่น ความลื่น การชะล้าง ฯลฯ จึงต้องดูที่เกรดคุณภาพและคุณสมบัติด้านอื่นด้วย

    ปัจจุบันนี้ น้ำมันเครื่องเกรดคุณภาพตาม API สูงๆ เช่น API SJ / API SL /API CH-4 / API CI-4 ทั้งชนิดธรรมดา กึ่งสังเคราะห์ หรือสังเคราะห์ สามารถใช้งานเป็นระยะทางไม่น้อยกว่า 10,000 กิโลเมตร ในสภาพการใช้งานปกติ หากการจราจรติดขัดมากจริงๆ หรือเส้นทางมีฝุ่นมาก ก็อาจจะลดลงมาเหลือ 8,000 กิโลเมตรได้

    โดยระยะทางข้างต้นได้ประยุกต์ลดลงตามสภาพอากาศ ฝุ่น และสภาพการจราจรของเมืองไทย ที่ดุเดือดกว่าหลายประเทศ ซึ่งน้ำมันเครื่องทุกชนิดมีอายุการใช้งานในต่างประเทศตามที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ยืนยาวกว่านี้อีกประมาณ 20-100 เปอร์เซ็นต์ เช่น 10,000, 14,000 และ 20,000 กิโลเมตร ตามลำดับของชนิด ดังนั้น ถ้าอยากใช้น้ำมันเครื่องเป็นระยะทางมากกว่าที่แนะนำไว้ข้างต้นบ้างก็สามารถทำได้ การเลือกใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ แม้ราคาต่อลิตรจะแพงกว่า แต่เมื่อรวมค่าน้ำมันเครื่อง ไส้กรองน้ำมันเครื่อง และค่าแรงในการเปลี่ยนถ่าย หากคำนวณเป็นระยะทางต่อกิโลเมตรแล้ว อาจถูกกว่าการใช้น้ำมันเครื่องธรรมดาก็เป็นได้

    น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ แท้&เทียม
    เป็นชนิดสังเคราะห์ 100% หรือมีคุณสมบัติตามที่ระบุไว้ข้างกระป๋องหรือไม่ ?การเลือกซื้อน้ำมันเครื่องต้องเชื่อมั่นในแหล่งจำหน่าย ยี่ห้อ และหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคของไทย เพราะไม่สามารถทดสอบคุณสมบัติของน้ำมันเครื่องด้วยสายตาหรือการสัมผัส แต่ต้องทำการทดสอบในห้องทดลองทางเคมีเท่านั้น

    การระบุข้างกระป๋องว่าเป็นน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ 100% ยังขาดความชัดเจนว่าน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปทุกหยดในกระป๋องนั้นมาจากการสังเคราะห์ 100% ทั้งตัวน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานและสารเพิ่มคุณภาพจริงหรือไม่ ถ้าเป็นเพียงการใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ 100% แต่เมื่อจะผสมสารเพิ่มคุณภาพบางตัวกลับไม่สามารถละลายได้ จึงต้องละลายผสมสารเพิ่มคุณภาพกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดธรรมดาในปริมาณน้อยๆก่อน แล้วค่อยนำไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ น้ำมันเครื่องกระป๋องนั้นก็ไม่ถือว่าทุกหยดได้จากการสังเคราะห์

    น้ำมันเครื่องสำเร็จรูปที่ระบุว่าเป็นชนิดสังเคราะห์ 100% ส่วนใหญ่เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ โพลีแอลฟาโอลีฟิน (POLYALPHAOLEFIN-PAO) ซึ่งไม่สามารถละลายสารเพิ่มคุณภาพบางตัวหรือละลายได้ไม่ดี จึงอาจมีการละลายสารเพิ่มคุณภาพด้วยน้ำมันหรือสารอื่นก่อนผู้ผลิตบางรายเน้นความประหยัด โดยนำสารเพิ่มคุณภาพไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นชนิดธรรมดาก่อน เมื่อนำมาผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานจึงเกิดข้อกังขาว่า จะเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100% ได้อย่างไร ในเมื่อมีน้ำมันชนิดธรรมดาผสมอยู่ด้วยจากการช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพ

    มีผู้ผลิตไม่มากนักที่ยอมลงทุนนำสารเพิ่มคุณภาพไปละลายกับน้ำมันหล่อลื่นชนิดสังเคราะห์อื่นที่มีราคาแพง ไม่เหมาะกับการใช้งานในเครื่องยนต์รถยนต์ แต่ทำละลายได้ดี เช่น น้ำมันหล่อลื่นเครื่องบินเจ็ต (DIBASICESTER) เมื่อนำไปผสมกับน้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานชนิดสังเคราะห์ ก็จะกลายเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100% ทุกหยดจริงๆ ต่างจากกรณีแรกที่มีน้ำมันชนิดธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่ด้วย

    ในการควบคุมและประชาสัมพันธ์ไม่มีการกำหนดว่า การระบุว่าสังเคราะห์ต้องเป็นน้ำมันเครื่องสำเร็จรูปชนิดสังเคราะห์ 100% จริงๆ เพราะเน้นเพียงการใช้น้ำมันหล่อลื่นขั้นพื้นฐานแบบสังเคราะห์แท้ๆเป็นหลักก็เพียงพอแล้ว ส่วนกรณีที่ใช้น้ำมันหล่อลื่นชนิดธรรมดาช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพผสมอยู่บ้าง ก็ไม่น่าจะเป็นการหลอกลวง เพราะมักจะใช้ในปริมาณน้อยมาก และถือว่าเป็นเพียงตัวช่วยทำละลายสารเพิ่มคุณภาพเท่านั้น
     
  6. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    การแก้ไขปัญหารถยนต์เบื้องต้น

    เครื่องยนต์ระบบหัวฉีดและการล้างห้องเครื่องยนต์

    ่เครื่องยนต์ระบบหัวฉีดอีเล็กทรอนิกส์โดยทั่วไปนั้น ภายในห้องเครื่องยนต์ จะมีอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ ตัวรับสัญญาณและขั้วต่อสัญญาณหลายจุด ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้ หากมีน้ำรั่วซึมเข้าไปในระบบ อาจจะก่อให้เกิดความเสียหาย กับชิ้นส่วนนั้น หรือทำให้เครื่องยนต์เดินไม่เรียบ ดังนั้นถ้าท่านต้องการที่จะทำความสะอาดภายในห้องเครื่องยนต์ ก็ สามารถทำได้ แต่ไม่ควรที่จะใช้น้ำที่มีแรงดันสูง ในกรณีที่เครื่องยนต์สกปรกมาก และต้องการใช้น้ำที่มีแรงดันสูงชำระ คราบสกปรก ควรใช้ถุงพลาสติกคลุมชิ้นส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบไฟฟ้า และอุปกรณ์อีเล็กทรอนิกส์ให้มิดชิด เช่น ชุดจายจ่าย กล่องฟิวส์และจุดขั้วต่อของสายไฟ กลับ


    เมื่อเครื่องร้อนจัด (over heat)

    โดยปกติอุณหภูมิของเครื่องยนต์หรืออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น จะอยู่ที่ประมาณ 85 องศาเซลเซียส-90 องศาเซลเซียส และเข็มวัดอุณหภูมิที่แสดงบนแผงหน้าปัทม์จะอยู่ที่ระดับไม่เกินครึ่งหนึ่งของมาตรวัด ( สูงไม่เกินกึ่งกลางระหว่างตัว C และ H ) ถ้าเมื่อใดก็ตามเข็มวัดอุณหภูมิสูงจนถึงตัว H นั่นย่อมแสดงว่าเกิดความผิดปกติในระบบระบายความร้อน (ยกเว้นมาตรวัดอุณหภูมิเสีย) การที่เครื่องยนต์อุณหภูมิสูงผิดปกติ อาจเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุดังนี้ น้ำหล่อเย็นภายในระบบไม่เพียงพอสำหรับการระบายความร้อน เช่น เกิดการรั่วในระบบหล่อเย็น ปั้มน้ำชำรุดหรือสายพานขับปั้มน้ำขาด วาล์วน้ำไม่เปิดตามอุณหภูมิที่กำหนด พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงาน หรือทำงานผิดปกติ รังผึ้งหม้อน้ำมีเศษผงฝุ่นอุดตันตามครีบระบายความร้อน เมื่อพบว่าเครื่องยนต์ร้อนจัดให้ปฏิบัติดังนี้ นำรถเข้าจอดข้างทางแล้วดับเครื่องยนต์ เปิดฝากระโปรงหน้ารถเพื่อให้ความร้อนระบายออกจากเครื่องยนต์ให้เร็วที่สุด อย่าใช้น้ำราดเพราะจะทำให้เครื่องยนต์เกิดความเสียหาย ถ้าในกรณีมีไอน้ำพุ่งออกมาจากฝากระโปรงหน้ารถ อย่าเพิ่งเปิดฝากระโปรงหน้ารถ ให้รอจนไม่มีไอน้ำพุ่งแล้วจึงค่อยเปิด ให้รอจนเครื่องยนต์อุณหภูมิลดลงแล้วจึงเปิดฝาหม้อน้ำอย่าเปิดฝาหม้อน้ำทันที เพราะภายในหม้อน้ำยังร้อนจัด และมีแรงดันสูงน้ำอาจจะพุ่งขึ้นมา ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายและควรสวมถุงมือหรือใช้ผ้าหนาๆในระหว่างเปิดฝาหม้อน้ำ เมื่อเครื่องยนต์เย็นแล้ว ให้เติมน้ำเข้าไปในหม้อน้ำ อย่าเติมในขณะร้อนจัด ให้ค่อยๆเติมน้ำอย่างช้าๆ แล้วติดเครื่องด้วยรอบเดินเบา เมื่อเติมน้ำเต็มระบบแล้ว ทิ้งสักพักหนึ่ง แล้วดูสิ่งผิดปกติ ถ้าไม่มีสิ่งผิดปกติ ก็น้ำรถไปเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจเช็คอย่างละเอียดอีกครั้งหนี่ง แต่ถ้าพบสิ่งผิดปกติ ให้ติดต่อศูนย์บริการที่ใกล้ที่สุด


    อาการแผ่นคลัทซ์หมด

    เมื่อแผ่นกดคลัทช์สึกหรอจนเกีอบหมด ก็จะเกิดอาการที่เรียกว่า " คลัทช์ลื่น" สังเกตุได้ก็คือ เมื่อเราปล่อยคลัทช ์และเร่งเครื่องเพื่อออกรถรอบเครื่องจะสูงขึ้น แต่รถไม่ขยับหรือขยับช้าๆ คล้ายๆกับไม่มีแรง และ หากแผ่นคลัทช์หมดจริงๆ ก็จะมีหมุดทองเหลืองที่ติดอยู่บนแผ่นคลัทช์ ซึ่งเมื่อแผ่นคลัทช์สึกหรอจนถึงตัวหมุด ล้อช่วยแรงจะเสียดสีกับตัวหมุด ทำให้เกิดเสียงดัง เป็นการเตือนให้ผู้ใช้รถทราบว่าแผ่นคลัทช์หมดแล้ว ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะทำให้หน้าสัมผัสของล้อช่วยแรง และแผ่นกดคลัทช์เป็นรอย เนื่องจากการเสียดสีได้ ส่วนแผ่นคลัทช์จะสึกหลอเร็วหรือช้า สาเหตุอาจจะมาจากการขับขี่ด้วย


    อายุของยางรถยนตร์

    โดยทั่วไปสามารถวิ่งได้ถึงระยะทาง 50000 กม. ซึ่งต้องขึ้นกับการขับขี่ ผิวถนน แรงดันลมยาง การบำรุงรักษา และการสลับยาง ซึ่งสามารถตรวจเช็คสภาพของดอกยาง โดยพิจาราณาตัวบ่งชี้ความสึกหรอของยาง ถ้ายางถึงจุดหมดสภาพสมควรเปลี่ยนยาง ยางของรถบางยี่ห้อจะมีจุดบอกสภาพของดอกยางอยู่ด้วยว่า ถึงเวลาควรเปลี่ยนยางหรือ ยังโดยดูจาก จุดหมดสภาพในร่องของดอกยาง เมื่อยางสึกหรอจนเหลือดอกยางลึกเพียง 1.6 มม. หรือน้อยกว่า ถ้าสึกหรอเป็นแนวมากกว่า 2 แนวขึ้นไปควรเปลี่ยนยาง ถ้าดอกยางตื้นมากก็ต้องเสี่ยงกับการลื่นไถลมาก


    การดูแลแบตเตอรี่รถยนต์ให้ปลอดภัย

    อย่าสูบบุหรี่ หรือทำงานใดๆที่เกิดประกายไฟใกล้กับแบตเตอรี่ ทำการตรวจเช็คแรงเคลื่อนของแบตเตอรี่ เพราะแบตเตอรี่ขนาด 6v. หรือ 24v. ไม่สามารถนำมาพ่วงกับแบตเตอรี่ขนาด 12 v. ได้ จะทำให้เกิดระเบิดขึ้นได้ ต้องแน่ใจว่ารถไม่ได้สตาร์ทเครื่อง ให้การตรวจเช็คสภาพแบตเตอรี่ โดยดูจากที่วัดของแบตเตอรี่ หรือใช้ที่วัดความถ่วงจำเพาะ(HYDROMETER) โดยดูจากสีของที่วัดเพื่อแสดงประจุไฟของแบตเตอรี่ ถ้าเป็นสีเขียวแสดงว่าระจุไฟฟ้าเต็ม ถ้าเป็นสีน้ำตาล หรือสีดำ แสดงว่าประจุไฟหมด สมควรชาร์ทแบตเตอรี่ ถ้าเป็นสีเหลือง แสดงว่าสมควรที่จะเปลี่ยนแบตเตอรี่ได้แล้ว ต้องมั่นใจว่าขั้วแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบสะอาด และถ้าต้องการที่จะทำความสะอาดให้ใช้น้ำร้อนราดที่ขั้วแบตเตอรี่ได้ อย่าให้สายพ่วงแบตเตอรี่โดนกัน ขั้นแรกนำสายพ่วงแบตเตอรี่สีแดงหรือบวกต่อเข้ากับขั้วบวกของแบตเตอรี่ที่ต้องการพ่วงก่อน แล้วจึงต่อกับแบตเตอรี่ที่ด้านบวก ต่อไปนำสายพ่วงแบตเตอรี่สีดำหรือลบต่อเข้ากับขั้วลบของแบตเตอรี่ดี แล้วสุดท้ายต่อสายพ่วงสีดำกับขั้วลบแบตเตอรี่ที่ต้องการพ่วง ติดเครื่องยนต์ที่แบตเตอรี่ดี เพื่อเดินเครื่องรอบเดินเบาสักพัก อย่าเปิดไฟหน้าในการสตาร์ทเครื่องยนต์ เพราะกำลังไฟจะตก ทำให้เกิดความเสียหายกับรถยนต์ที่ใช้คอมพิวเตอร์ สตาร์ทเครื่องยนต์ที่แบตเตอรี่ไม่ดี เมื่อเครื่องติดให้เอาสายพ่วงแบตเตอรี่ออก ในลำดับย้อนกลับกับการต่อ เมื่อทำการพ่วงแบตเตอรี่เส็จแล้วควรเร่งเครื่องไว้ที่ 2000 รอบ แล้วทำการตรวจสภาพของแบตเตอรี่ด้วย
     
  7. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    การทำคาร์ไฟเบอร์

    ซื้ออุปกรณ์ครับมีดังนี้
    - ผ้าคาร์บอนไฟเบอร์ ประมาณเมตรละ 1,600 แต่ขึ้นกับหน้ากว้างด้วยนะครับ
    - เรซิ่น (โพลีเอสเตอร์เรซิ่นนะครับ เพราะราคาไม่แพง บอกร้านเค้าว่าเอาไปทำพวกบอดี้รถ) ประมาณกิโลฯ ละ 100 นิด ๆ บาท
    แต่ถ้าจะทำบริเวณที่ต้องโดนความร้อนเยอะ ๆ เช่นฝากระโปรง ฝาครอบเครื่อง ปลอกท่อไอเสีย ฯ ควรใช้ Epoxy Resin แทน แต่ราคาแพงกว่าเยอะ แต่คุ้มครับ เพราะผมใช้โพลีเอสเตอร์เรซิ่นกันฝาครอบเครื่อง ใช้ไปไม่นานมันก็กรอบและเหลืองเลย (ให้นึกถึงพลาสติกที่โดนความร้อนมาก ๆ)
    - Cobalt (ตัวเร่งปฏิกิริยา) ประมาณ 30 กว่าบาท
    - Hardener (ตัวทำแข็ง) ประมาณ 30 กว่าบาท
    - แปรงทาสี ขนาดแปรงขึ้นกับขนาดของวัสดุที่จะทำครับ เลือกให้เหมาะ ๆ ถ้าเป็นมือใหม่ ควรเลือกของดี ๆ และหลาย ๆ อัน เพราะกันเจ๊งครับ เพราะถ้าคุณยังผสมสัดส่วนไม่คล่อง มันจะแข็งเร็วมาก และถ้าล้างอุปกรณ์ไม่ทัน ก็....โบกมือบ๊ายบายครับ ที่ให้เลือกของแพงหน่อยเพราะขนแปรงจะไม่ร่วงมาก จะได้ไม่ต้องมาพะวง
    - ไม้ไอติม เอาไว้คนสารต่าง ๆ
    - กระป๋อง เอาไว้ใส่สาร
    - Acetone ตัวทำละลาย เอาไว้ล้างอุปกรณ์ ประมาณกิโลฯ ละ 30 กว่าบาท
    - กระป๋องใส่ Acetone
    - น้ำยา PVA เป็นน้ำยาลอกแบบ ประมาณ....จำไม่ได้ แต่ไม่แพงครับ หรือถ้าต้องการงานเนียน ๆ ก็ใช้ Wax สำหรับลอกแบบได้ครบ ถามที่ร้านมีขายแน่นอน
    - กระดาษทรายน้ำเบอร์ 1000, 600, 360, 240, 100

    ร้านที่ซื้ออุปกรณ์เป็นประจำชื่อ "เรซิ่นอาร์ต" อยู่เยื้อง ๆ ม.ศรีปทุม ถ้ามาจากเกษตรจะถึงก่อนนิดนึง

    อุปกรณ์เหมือนจะเยอะ แต่ขวดละเล็ก ๆ เอง แล้วซื้อมาทีก็ใช้ได้นาน ส่วนที่ใช้ไม่ได้นานก็คือเรซิ่น และผ้าคาร์บอนฯ

    คราวนี้มาเริ่มทำกันเล้ยยยยย..... สมมติว่าเราจะหุ้มผ้าคาร์บอนฯ ที่ฝากระโปรง (จริง ๆ ฝากระโปรงควรทำใหม่นะครับ ไม่ควรหุ้มทับของเดิม เพราะได้แค่สวย แต่ไม่มีประโยชน์ เพราะประโยชน์ที่แท้จริงของคาร์บอนไฟเบอร์ คือความแข็งและทนความร้อนสูง ส่วนคาร์บอนเคฟล่าร์จะแข็ง เหนียว ยืดหยุ่นกว่าคาร์บอนไฟเบอร์ และทนความร้อน และมีสีสันให้เลือกมากกว่า มันถึงแพงกว่าคาร์บอนไฟเบอร์ล่ะ)

    1. ผสมเรซิ่นครับ โดยผสมเรซิ่น + ตัวเร่งปฏิกิริยา + ตัวทำแข็ง สำหรับสัดส่วนเวลาซื้อให้ถามคนขายให้ละเอียดนะครับ หรือขอสูตรตารางเค้ามาด้วยก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ใช้เรซิ่น 40 กรัม + ตัวเร่งปฏิกิริยา 2 หยด + ตัวทำแข็งประมาณ 10 หยด (จำนวนหยดขึ้นกับอุณหภูมิ เช่น ทำกลางวัน ทำกลางคืน ฯ แต่ไม่ต้องถึงกับเอาปรอทวัดก็ได้)

    2. เมื่อผสมเสร็จแล้วก็รีบทาครับ รีบทาสุด ๆ อย่าใจเย็นครับ ส่วนต้องรีบแค่ไหนขึ้นกับสัดส่วนที่ผสมครับ ถ้ารู้สึกว่าน้ำยาข้นไปให้ซื้อน้ำยาชื่อ โมโนสไตรีน มาผสมครับ จะช่วยให้เหลวขึ้นลดความข้นได้ ขั้นตอนนี้ต้องพยายามทาให้เรียบเสมอกันทั้งฝากระโปรง ถ้ามีเครื่องพ่นก็ใชเครื่องพ่น

    3. ถ้าคิดว่ามันไม่ค่อยเรียบให้หาลูกกลิ้ง คล้ายกับที่ใช้ทาสีบ้านน่ะครับ ทาให้เรียบแล้วทิ้งไว้สักพัก ส่วนจะนานแค่ไหนขึ้นกับสัดส่วนที่คุณผสมอะ ลองทิ้งไว้สัก 20 นาที แล้วเอานิ้วแตะเบา ๆ ถ้ายังเหลวอยู่ก็รอไปอีกนิด แล้วเอานิ้วแตะเบา ๆ อีก ถ้าหายเหลวแล้ว แต่ยังไม่แห้งสนิท คือมันจะเป็นรอยนิ้วมือที่คุณแตะไป และนิ้วคุณก็ไม่เลอะเทอะนัก ช่วงนี้เราเรียกว่า "Finger print"

    4. ให้รีบเอาผ้าคาร์บอนไฟเบอร์ค่อย ๆ บรรจงหุ้มทับ วิธีตัดผ้าให้ใช้สก็อตช์เทป หรือเทปกาวแปะตามแนวยาวที่ต้องการตัด แล้วใช้กรรไกรคม ๆ ตัดทับรอยเทป เพื่อป้องกันผ้าย่น การหุ้มผ้าให้ค่อย ๆ ปูทีละนิด แล้วอย่าเพิ่งกดจนแน่น เดี๋ยวเบี้ยวแล้วจะดึงไม่ออก เมื่อวางผ้าดีแล้วให้จัดลายผ้าให้สวยงาม ค่อย ๆ ทำ จากนั้นให้ใช้ลูกกลิ้งยาง (ซื้อที่ร้านอีกนั่นแหละ) กดทับเพื่อไล่อากาศ ให้กดจากตรงกลางไล่ไปตามขอบ ๆ เรื่อย ๆ ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะถ้ามีอากาศอยู่มันจะไม่แข็งแรง ติดไม่แน่น และไม่เรียบ

    การหุ้มผ้า ควรให้มีชายผ้าเลยจากขอบวัสดุออกมาประมาณ 2 นิ้ว เมื่อ ทาเรซิ่นทับผ้าครั้งแรก รอให้อยู่ในระยะ "Finger print" จากนั้นใช้คัตเตอร์ หรือกรรไกรตัดออก ไม่ต้องใจร้อนพยายามให้เนียน ถ้าไม่เนียน เอาไว้ตอนเสร็จแล้วค่อยให้กระดาษทรายหรือเครื่องขัด ขัดก็ได้

    อ้อ....... เวลาทำงาน อย่าทำในบ้าน ให้ทำในที่โล่ง อากาศโปร่ง แต่ไม่ใช่เจอแสงแดดแผดเผา และมีลมพัดมาเป่าข้าวของกระจาย และควรสวมถุงมือยาง (20 บาท ได้เกือบ 6 คู่) และมีผ้าปิดปาก สำหรับผ้าปิดปากควรชุบน้ำนิดนึง ให้หมาด ๆ เพื่อป้องกันฝุ่นละอองที่อาจเล็ดลอด เพราะ น้ำยาเรซิ่นมีฤทธิ์เป็นกรด หากโดนเข้าให้ใช้สบู่ล้าง หรือถ้าหนัก ๆ ก็ใช้ผงซักฟอกก็ได้ แต่อย่าบ่อย เพราะมันจะกัด

    5. ปูผ้าเรียบร้อยก็ผสมเรซิ่นอีก ถ้าเริ่มใหม่ ๆ ให้ผสมในสัดส่วนที่จะทำให้มันแข็งตัวช้า จากนั้นก็ทาเรซิ่นทับ ขั้นตอนนี้ก็อีกเช่นกันคือพยายามทาให้เรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้าไม่เรียบก็ช่างมันเดี๋ยวหากระดาษทรายขัดได้ หรือใช้แปรงลูกกลิ้งทาก็ได้ ทาไปสัก 3 ชั้น แต่ละชั้นให้ทิ้งเวลาจนมันแห้งสนิทแล้วค่อยทาใหม่

    6. ถ้ามันไม่เรียบ ไม่ต้องต้องใจ แต่ถ้าถึงขั้นหยาบกระด้าง ก็ควรตกใจได้ ทิ้งไว้จนแห้งสนิทสัก 1 คืน จากนั้นให้ใช้กระดาษทรายน้ำไล่ขัดตั้งแต่เบอร์ 100 -> 240 -> 360 -> 600 -> 1000 ถ้ากลัวมือหงิกก็หาเครื่องขัดกระดาษทรายมาใช้ ปกติผมก็ใช้เครื่องขัด (ยืมพี่มา) ขัดหยาบ ๆ ก่อน จากนั้นค่อยใช้กระดาษทรายเบอร์ละเอียดขัดต่อ

    7. ลืมขั้นตอนสุดท้ายไปได้ ขัดเสร็จแล้วก็พ่นด้วยแล็กเกอร์เงาครับ แนะนำยี่ห้อ Leyland ครับ เงาสะใจดี กระป๋องละ 45 บาท แต่ต้องพ่นเก่ง ๆ นะครับ ผมเองพ่นไม่เก่งได้ซ่อมงานประจำ หรือไม่อยากได้เนียน ๆ ก็พอทำเสร็จก็ไปให้อู่สีพ่นแล็กเกอร์ให้ก็ได้ จะได้เรียบ ๆ เนียน ๆ

    แค่นี้เองครับ เสร็จละ สำหรับผมเป็นคนใจร้อน งานมักออกมาชุ่ย ๆ แต่ได้เครื่องขัดเลยช่วยได้เยอะ แต่เครื่องนึงก็ร่วม ๆ สองพัน ลองทำงานเล็ก ๆ ดูก่อนก็ได้ แล้วใช้กระดาษทราย

    Tips: ถ้าเรซิ่นเริ่มาเซ็ตตัว คือ เริ่มหนืด ๆ แล้ว อย่าทาทับเด็ดขาด ปล่อยให้มันแข็งแล้วค่อยใช้กระดาษทรายขัดแต่ง แล้วค่อยทาเรซิ่นทับต่อ และให้รีบแช่แปรงใน Acetone ทันที ไม่งั้นมันจะแข็ง และล้างไม่ออก
     
  8. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    ล้อแม็ก มิใช่แค่ความสวย

    คนไทยดำรงชีวิตควบคู่กับความรักสวยรักงาม แม้แต่รถยนต์ คนไทยก็อดปรับโฉมให้สวยสุดเฉียบไม่ได้ล้อแม็ก- มิได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทรงตัว และอายุการใช้งานของรถยนต์อีกด้วย

    พื้นฐาน
    โดยผิวเผินแล้ว ล้อแม็กอาจเป็นเพียงอุปกรณ์ประดับรถยนต์ให้สวยงามเท่านั้น แต่เบื้องลึกมีผลกระทบทั้งด้านเด่นและด้อยอีกมากมาย เพราะล้อแม็กต้องถูกห่อหุ้มด้วยยางที่หมุนอยู่ตลอดการขับเคลื่อน และยึดติดอยู่กับระบบช่วงล่างซึ่งทำหน้าที่หลักในการทรงตัว

    พื้นฐานของล้อแม็กถูกพัฒนาขึ้นต่อเนื่องจากการใช้กระทะล้อเหล็กแบบดั้งเดิม โดยนำวัสดุที่มีน้ำหนักเบามาผลิตเป็นกระทะล้อ แทนการผลิตแบบเหล็กอัดขึ้นรูปแล้วนำมาเชื่อมประกบกัน แมกนีเซียมเป็นวัสดุที่ถูกนำมาผลิตแทนเหล็กเป็นกระทะล้อแบบใหม่ ตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมาการลดน้ำหนักกระทะล้อลงมีหลายจุดประสงค์ อาจมีเพียงจุดประสงค์เดียวหรือหลายจุดประสงค์ร่วมกัน จากคุณสมบัติเด่นของล้อแม็กดังนี้

    ช่วยระบายความร้อน
    เหล็กอมความร้อนมากกว่าแมกนีเซียมหรืออะลูมินั่มอัลลอย เมื่อกระทะล้อร้อน ยางก็ร้อนตาม และจานเบรก-ผ้าเบรกที่อมความร้อนก็จะลดแรงเสียดทานในการเบรกลง จุดประสงค์นี้มักเน้นในวงการรถแข่ง

    ลดภาระระบบช่วงล่าง
    เช่นเดียวกับการยืดแขนตรงออกไปแล้วมีสิ่งของหนักหรือเบาแขวนอยู่ที่มือ สิ่งของน้ำหนักเบาย่อมเบาแรงและขยับแขนได้ง่ายกว่า นอกจากนั้นยังเพิ่มอายุการใช้งานของระบบช่วงล่างได้เล็กน้อยอีกด้วย

    ลดแรงต้านการหมุน
    กระทะล้อและยางที่มีน้ำหนักมากย่อมหมุนได้ยากกว่า หากลดแรงต้านได้ อัตราเร่งจะดีขึ้น และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

    สามารถเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ
    เพื่อใส่จานดิสก์เบรกขนาดใหญ่มากๆ หรือเพื่อความสวยงาม โดยยังสามารถควบคุมน้ำหนักของกระทะล้อไว้ได้จากวัสดุน้ำหนักเบา จุดประสงค์นี้มักเน้นในวงการรถแข่ง หรือรถยนต์ทั่วไปที่อยากเพิ่มความสวย หรืออยากใส่ยางแก้มเตี้ยลงแต่ต้องการรักษาเส้นรอบวงเดิมไว้

    ความสวยงาม
    วัสดุที่นำมาผลิตล้อแม็กมีสีเงินวาววับ และสามารถออกแบบลวดลายได้หลากหลาย ต่างจากกระทะล้อเหล็กที่ต้องพ่นสีทับและมีลวดลายจำกัด แท้จริงแล้วจุดประสงค์นี้เป็นผลพลอยได้ แต่กลายเป็นจุดเด่นหลักของล้อแม็กไปแล้ว

    การผลิต
    ในอดีตล้อแม็กได้รับความนิยมในกลุ่มรถแข่ง และมีจำหน่ายไม่แพร่หลายนัก เพราะมีต้นทุนการผลิตสูงจากความซับซ้อนของกระบวนการผลิต และโลหะแมกนีเซียมที่มีน้ำหนักเบามากๆ แม้มีราคาแพง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะรถแข่งมีค่าใช้จ่ายเหลือเฟือ ซึ่งต้องการลดแรงต้านการหมุนให้น้อยที่สุด และความร้อนจากจานเบรกก็สูงมาก

    เมื่อความสวยงามกลายเป็นจุดเด่นของการเลือกใช้ล้อแม็กสำหรับรถยนต์ทั่วไป อะลูมินั่มอัลลอยที่มีราคาถูกกว่า ผลิตง่าย และมีน้ำหนักพอเหมาะ จึงถูกนำมาทดแทนในการผลิตล้อแม็ก (แต่แยกออกไปเป็นหลายระดับราคาและคุณภาพ) ผู้ผลิตล้อแม็กคุณภาพสูง ชื่อดัง ราคาแพง มักเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เพื่อให้ทนทานต่อแรงกระแทก โดยในขั้นตอนการหลอมมีการผสมระหว่างวัสดุหลัก คือ อะลูมินั่มอินกอต, แมกนีเซียม, สตอนเซียม และซิลิกอน ตามสูตรอันแตกต่างของผู้ผลิตแต่ละราย

    ล้อแม็กที่ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า -ล้อแม็ก- ซึ่งย่อมาจาก -ล้อแมกนีเซียม- แม้ไม่ได้มีการผลิตด้วยแมกนีเซียมเป็นหลักแล้วก็ตาม

    แบ่งตามวิธีผลิต
    มี 3 วิธีหลัก แตกต่างกันไปตามคุณภาพ ความยุ่งยากในการผลิต และต้นทุน

    ตักเท
    คุณภาพไม่สูง แต่ผลิตสะดวก ใช้เครื่องมือไม่ซับซ้อนและต้นทุนต่ำ หลอมเนื้อวัสดุด้วยความร้อนจนเหลว เทจากด้านบนลงสู่แม่พิมพ์ด้านล่าง เมื่อแข็งตัวแล้วถอดออกมากลึงให้เรียบ เจาะรู และเสริมความสวยต่อไป ล้อแม็กที่ผลิตด้วยวิธีนี้มีราคาถูก เนื้อไม่แน่น อาจมีฟองอากาศที่ไม่สามารถไล่ออกได้แทรกอยู่ภายใน จึงไม่ค่อยแข็งแรงและคด-แตกง่าย แพร่หลายที่สุดเพราะราคาถูก ถ้าเป็นอะลูมินั่มอัลลอยคุณภาพสูงและมีความละเอียดในการผลิต ก็พอใช้ได้

    แรงดันตํ่า
    คุณภาพดี ต้นทุนสูง และมีราคาเหมาะสมกับความแข็งแรง แม่พิมพ์อยู่ด้านบน หลอมอะลูมินั่มอัลลอยด้วยความร้อนจนเหลวที่เตาด้านล่าง ส่งผ่านท่อซึ่งต่อขึ้นสู่แม่พิมพ์ด้านบนด้วยแรงดันต่ำพอเหมาะ ไม่น้อยหรือช้าเกินไปจนเต็ม เพื่อไล่ฟองอากาศจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน เมื่อแข็งตัวเรียบร้อยแล้วถอดออกมากลึงเรียบ เจาะรู และเสริมความสวยต่อไปได้รับความนิยมทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะล้อแม็กมีเนื้อแน่น ฟองอากาศน้อย แข็งแรงทนทานต่อการคด-แตก ถ้ามีโอกาสควรเลือกใช้

    แรงดันสูง
    คุณภาพดี ต้นทุนสูง และราคาแพง แม่พิมพ์ปิดผนึก หลอมอะลูมินั่มอัลลอยด้วยความร้อนจนเหลว ส่งผ่านท่อซึ่งต่อเข้าสู่แม่พิมพ์ด้วยแรงดันสูงจนเต็ม พร้อมไล่ฟองอากาศออกไป เมื่อแข็งตัวเรียบร้อยแล้วถอดออกมากลึงเรียบ เจาะรู และเสริมความสวยต่อไป ได้รับความนิยมจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่มากนัก แม้ล้อแม็กมีเนื้อแน่น ฟองอากาศน้อย แข็งแรงทนทานต่อการคด-แตก แต่ต้นทุนเครื่องมือสูงเกินความเหมาะสมกับคุณภาพที่ได้ เลือกล้อแม็กที่ผลิตด้วยวิธีแรงดันต่ำที่ดีก็เพียงพอแล้ว

    แบ่งตามจำนวนชิ้น/วง
    1 ชิ้น และ 2-3 ชิ้น (ไม่นับชิ้นที่ปิดดุมหรือนอตตรงกลาง) ล้อแม็กแบบ 1 ชิ้น แพร่หลายและได้รับความนิยมที่สุด เป็นชิ้นเดียวทั้งวง การผลิตไม่ซับซ้อนและต้นทุนไม่สูง

    ล้อแม็กแบบแยกชิ้น
    มีจุดประสงค์หลักคือต้องการลดน้ำหนัก หรือเพิ่มความสวย แต่มีราคาและต้นทุนสูง สามารถลดน้ำหนักได้โดยแยกหล่อชิ้นหน้าแปลนตรงกลาง และส่วนขอบใช้วิธีรีดวัสดุ เช่น อะลูมิเนียม ให้บางและเบา แล้วนำมาประกบกันด้วยการยึดนอตหรือเชื่อม เพราะการหล่อทั้งวงย่อมทำให้บางเบาหรือสวยไม่ได้เท่าการรีดขึ้นรูปส่วนขอบล้อแม็กแบบ 2 ชิ้น ผลิตขอบล้อ 1 ชิ้น และหน้าแปลนช่วงกลาง 1 ชิ้น

    ล้อแม็กแบบ 3 ชิ้น ผลิตขอบล้อ 2 ชิ้น แล้วนำมาเชื่อมกันก่อน หรือประกบยึดนอตพร้อมหน้าแปลนช่วงกลางอีก 1 ชิ้น
    นอกจากล้อแม็กแบบแยกชิ้นมีความโดดเด่นในเรื่องการแยกชิ้นผลิตเพื่อลดน้ำหนักแล้ว ยังสามารถแยกผลิตให้ล้อแม็กลวดลายเดียวมีหลายขนาดความกว้าง หรือความกว้างเดียวมีหลายลวดลาย ด้วยการจับคู่สลับกันระหว่างขอบล้อกับหน้าแปลนช่วงกลางอีกด้วยจำนวนชิ้นต่อล้อแม็ก 1 วง ยังเกี่ยวข้องกับความสวยงามและการแยกชิ้นซ่อมแซม ล้อแม็กหลายชิ้นมักดูสวยกว่า จนล้อแม็กชิ้นเดียวบางลวดลาย ออกแบบหลอกให้ดูเหมือนเป็นล้อแม็กหลายชิ้นด้วยการฝังนอตตัวเล็กรอบๆ

    ตรวจสอบและเสริมความสวย
    ไม่ว่าผลิตล้อแม็กด้วยวิธีใดหรือกี่ชิ้นต่อวง หลังการหล่อออกจากแม่พิมพ์ต้องมีการตัดแต่งส่วนเกินและอบแข็ง และต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงเบื้องต้นเสมอ หากตรวจสอบผ่านจึงเข้าสู่ขั้นตอนการกลึงละเอียดพร้อมเจาะรู แล้วทดสอบการรั่วของแรงดันลมโดยใช้แผ่นยางประกบ อัดลมแรงดันสูงเข้าไปแล้วแช่น้ำ เพราะล้อแม็กต้องใช้กับยางแบบไม่มียางใน จึงต้องเก็บลมได้สมบูรณ์ หากทดสอบผ่านก็เข้าสู่ขั้นตอนการเสริมความสวย แบ่งเป็น 2 วิธี คือ พ่นสี หรือปัดเงา

    วิธีปัดเงาสวยกว่า แต่เนื้อวัสดุต้องเรียบ สีสวย และเนื้อแน่น โดยไม่สามารถเลือกสีให้แปลกออกไปได้เหมือนวิธีแรกที่นิยมกว่า ทั้ง 2 วิธีจะสวยและคงสภาพได้นานเพียงไรขึ้นอยู่กับรายละเอียด เช่น ถ้าใช้สีแห้งช้าเคลือบแล็กเกอร์ดีๆ จะให้ความทนทานสูงกว่าการใช้สีแห้งเร็วหรือสเปรย์กระป๋องธรรมดา หรือถ้าปัดเงาโดยไม่เคลือบแล็กเกอร์ดีๆ ไม่นานก็หมอง ทั้งในการเลือกซื้อหรือการซ่อม อย่ามองข้ามรายละเอียดของการเสริมสวยทั้งในด้านความชอบและความคงทน

    ขนาด
    การระบุขนาดของล้อแม็กมีอยู่ 2 จุดมีหน่วยเป็นนิ้ว คือ เส้นผ่าศูนย์กลาง หรือเรียกสั้นๆ ว่าขอบ...นิ้ว เช่น 13, 15,...นิ้ว ต้องพอดีกับเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง (มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร) ที่จะนำมาใส่ และความกว้างหรือเรียกสั้นๆ ว่ากว้าง...นิ้ว มีหน่วยจำนวนเต็มหรือ .5 เช่น 5, 5.5, 8,...นิ้ว เกี่ยวข้องกับหน้ากว้างของยางที่จะนำมาใส่ เมื่อเรียกรวมกันจะระบุบนตัวล้อแม็ก เช่น ขนาด 6 X 15 นิ้ว หมายความว่าหน้ากว้าง 6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว

    ในรถยนต์คันเดียวกัน ล้อแม็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมาก ยิ่งสวย และมีราคาแพง ต้องใช้ยางแก้มเตี้ย คด-แตกง่าย ส่วนล้อแม็กหน้ากว้าง ดูดุดันเต็มซุ้มล้อ แต่ยางอาจติดตัวถังด้านในหรือขอบบังโคลนด้านนอก เป็นภาระกับช่วงล่างมากขึ้น

    ระยะ PCD
    PCD-PITCH CIRCLE DIAMETER หมายถึง ระยะห่างของรูนอตบนตัวล้อแม็กและดุมล้อที่ต้องเท่ากัน โดยวัดจากกึ่งกลางรูนอตทุกตัวลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ถ้าเป็นจำนวนเลขคู่ 4 หรือ 6 รูนอตต่อ 1 ล้อ ก็สามารถวัดจากกึ่งกลางรูนอตด้านหนึ่งไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขคี่ 3 หรือ 5 รูนอต ต้องวัดจากแนววงกลมกึ่งกลางรูนอตผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง

    รถยนต์ขนาดเล็กมักมี 4 รูนอตต่อ 1 ล้อ และรถยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นไปมักมี 5-6 รูนอต เพื่อความแน่นหนาในการยึดล้อเข้ากับดุมล้อ ระยะ PCD
    ของรถยนต์รุ่นใหม่แบบ 4 รูนอต นิยมที่ 100 มิลลิเมตร ส่วนระยะ PCD อื่นมีมากมาย เช่น 98, 108, 110, 114.3 (มาจาก 5 5/8 นิ้ว), 120, 130 มิลลิเมตร ฯลฯ

    หากล้อแม็กกับดุมล้อมีระยะ PCD ไม่ตรงกัน มีหลายวิธีดัดแปลง เช่น เจาะดุม เจาะล้อแม็ก คว้านรูนอตเดิมแล้วอัดบู๊ชแบบเยื้อง และใส่อแดปเตอร์ ฯลฯ แต่ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจด้อยกว่ามาตรฐานจนเกิดอาการล้อสั่นหรือไม่ได้สมดุลขึ้นได้ และยังมีล้อแม็กหลายยี่ห้อหลายรุ่นให้เลือกอีกมากที่มีระยะ PCD ตรงกับดุมล้อ หากชอบล้อแม็กลวดลายนั้นจริงอาจดัดแปลงได้ แต่ต้องใช้ฝีมือช่างและความละเอียดมากๆ (กลายเป็นเรื่องปกติของวงการตกแต่งรถยนต์ของคนไทยไปแล้ว)

    ปัจจุบันล้อแม็กหลายรุ่นมีการเจาะรูนอตไว้เผื่อสำหรับรถยนต์หลายรุ่นมาเสร็จสรรพ เช่น 1 วง มี 8 รูนอต โดย 4 รูนอตมีระยะ PCD 100 มิลลิเมตร และอีก 4 รูนอตมีระยะ PCD 114.3 มิลลิเมตร หรือล้อแม็กหลายรุ่นไม่มีการเจาะรูไว้เลย เพื่อให้เลือกเจาะเองได้ตามสะดวกก็มี

    ออฟเซต
    OFFSET-ออฟเซต คือ ตำแหน่งของหน้าแปลนด้านหลังของล้อแม็กที่ต้องยึดติดกับดุมล้อ เมื่อเปรียบเทียบกับกึ่งกลางล้อแม็กด้านขวาง ระบุเป็นบวกหรือลบด้วยหน่วยมิลลิเมตรบนตัวล้อแม็กด้านหน้าหรือด้านหลัง เช่น 0, +30, -25 ฯลฯ ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตเท่ากัน อาจยื่นออกมาจากดุมล้อไม่เท่ากัน ถ้าความกว้างของล้อแม็กไม่เท่ากัน เช่น ล้อแม็ก 2 วง มีค่าออฟเซต 0 มิลลิเมตรเท่ากัน คือ หน้าสัมผัสของล้อแม็กกับดุมอยู่ตรงกลางพอดี แต่วงหนึ่งมีความกว้าง 6 นิ้ว กับอีกวงมีความกว้าง 7 นิ้ว วงแรกจะยื่นออกมาจากดุม 3 นิ้ว และวงหลังจะยื่นออกมา 3.5 นิ้ว ทั้งที่มีค่าออฟเซต 0 มิลลิเมตรเท่ากัน

    ค่าออฟเซตน้อยหรือลบมากเกินไป
    ล้อแม็กจะยื่นออกมาจากดุมล้อมาก แต่ถ้ามีระยะออฟเซตมากหรือบวกมากเกินไป ล้อแม็กจะหุบเข้าไปในตัวถัง เช่นล้อแม็ก 2 วงมีขนาดเท่ากันทุกอย่าง ทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางและหน้ากว้าง ยกเว้นค่าออฟเซต ล้อแม็กวงหนึ่ง -20 มิลลิเมตร และอีกวง +10 มิลลิเมตร วงแรกเมื่อใส่เข้ากับตัวรถยนต์จะยื่นออกมามากกว่าอีกวง 30 มิลลิเมตร (-20+10=30 มิลลิเมตร)

    รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังมักกำหนดให้ใช้ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตเป็นลบ หรือบวกไม่มากนัก ดูแล้วล้อแม็กจะเป็นหลุมลงไป และรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (หรือขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นใหม่) มักใช้ล้อแม็กค่าออฟเซตเป็นบวก ดูแล้วล้อแม็กจะหน้าเต็มๆ เพราะในการออกแบบและทดสอบพบว่า ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตมากหรือบวกมาก เมื่อยางแตกรถยนต์จะเสียการทรงตัวน้อย

    การเปลี่ยนล้อแม็กวงโตกับยางแก้มเตี้ย เช่น ล้อแม็กขอบ 16-17 นิ้ว กับยาง 45-50 ซีรีส์ ตามความนิยมเพิ่มความสวย คนส่วนใหญ่มักมีมุมมองเบื้องต้นว่ายางจะติดขอบบังโคลนด้านใน เพราะมีขนาดล้อแม็กเพิ่มขึ้น ทั้งที่อาจเกี่ยวข้องกับค่าออฟเซตที่น้อยเกินไป ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการยื่นหรือหุบเข้าไปของล้อแม็กกับขอบบังโคลนของตัวถัง เช่น เปลี่ยนล้อแม็กวงโตแล้วยางกระแทกขอบบังโคลนเมื่อรถยนต์ถูกโหลดลดความสูงหรือยุบตัวมากๆ ทำให้หลายคนรีบสรุปว่าล้อแม็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากเกินไป เช่น ขอบ 16-17 นิ้ว ทั้งที่จริงแล้วอาจมีปัญหามาจากค่าออฟเซต ในความเป็นจริง ยางจะติดขอบบังโคลนด้านในหรือเปล่า ? อยู่ที่ 2 กรณีหลัก คือ ขนาดของล้อแม็กและยาง และค่าออฟเซตของล้อแม็ก

    ถ้าไม่เลือกล้อแม็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เกินไป เช่น โตโยต้า โคโรลล่า เลือกล้อแม็กขอบ 15-16 นิ้ว แล้วยางยังกระแทกขอบบังโคลนด้านในโดยส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาจากค่าออฟเซตไม่เหมาะสม คือ ล้อแม็กและยางจะยื่นเลยออกมานอกแนวขอบบังโคลน เมื่อโหลดลดความสูงของตัวถังลงมาหรือรถยนต์ยุบตัวมากๆ ขอบบังโคลนด้านในจะกระแทกกับยางจนเกิดเสียงดังและยางเสียหาย

    ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่า แม้จะใส่ล้อแม็กแค่ 13 นิ้ว แต่ถ้าออฟเซตลบมากๆ จนล้อแม็กยื่นออกมาเลยขอบบังโคลนด้านใน ยางก็ยังมีโอกาสถูกกระแทกได้การเลือกเปลี่ยนล้อแม็กขนาดใหม่ ควรอ้างอิงค่าออฟเซตกับล้อแม็กมาตรฐานเดิม โดยอ่านจากตัวล้อแม็กบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังตามหลักการ ไม่ควรเลือกล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตต่างจากมาตรฐานเดิมเกิน 5-10 มิลลิเมตร แต่ในทางปฏิบัติสามารถประยุกต์ได้ ล้อแม็กที่ใส่แล้วสวยคือใส่แล้วดูเต็มบังโคลน แต่เมื่อรถยนต์ยุบตัว ยางต้องไม่กระแทกกับขอบบังโคลน หรือเรียกกันกลายๆ ว่า ปริ่มขอบบังโคลน

    การเลือกแบบประยุกต์หรือสูตรสำเร็จก็คือ ลองใส่ล้อแม็กพร้อมยาง แล้วนำรถยนต์ขับเดินหน้า-ถอยหลังสัก 4-5 ครั้ง เพื่อให้ช่วงล่างปรับเข้าสู่ระยะปกติ หาคนนั่งในรถยนต์บนเบาะหลัง 2-3 คน พร้อมขย่มตัวถังเหนือล้อหลัง แล้วดูว่าริมขอบบังโคลนด้านในยุบลงมากระแทกยางหรือเปล่า ถ้าสามารถพับหรือเจียร์ขอบบังโคลนด้านในหลบได้ก็จัดการไปเลย โดยต้องระวังไม่ให้สีด้านนอกเสียหาย แต่ถ้าติดมาก คือพับหรือเจียร์ขอบบังโคลนด้านในแล้วยังไม่น่าจะพ้น ก็หมดสิทธิ์ใส่ล้อแม็กชุดนั้น แม้ตัวรถยนต์ไม่ได้โหลดลดความสูงลง แต่ก็ต้องทดลองขย่มเผื่อไว้สำหรับการบรรทุกหนักหรือการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้

    ค่าออฟเซตมากหรือบวกเกินไป
    ล้อและยางจะหุบเข้าไปในตัวถัง ดูไม่สวย อาจติดช่วงล่างบางชิ้น ฐานล้อระหว่างซ้าย-ขวาน้อยลง และสูญเสียประสิทธิภาพการทรงตัวลงไป

    การดัดแปลงค่าออฟเซต
    ความอยากสวยห้ามกันยาก เมื่อล้อแม็กลวดลายนั้นประทับใจมาก แต่ค่าออฟเซตน้อย-มากเกินไป จนล้อหุบ-ล้น หรือระยะ PCD ไม่เท่ากัน หรือจำนวนรูนอตไม่เท่ากันระหว่างดุมล้อกับล้อแม็ก สามารถดัดแปลงในหลายกรณีได้ดี แต่บางกรณีแย่และควรหลีกเลี่ยง

    ค่าออฟเซตน้อยหรือติดลบเกินไป
    ถ้าล้อแม็กจะล้นออกมาเกินปกติ แสดงว่าค่าออฟเซตน้อยหรือติดลบเกินไป เมื่อรถยนต์ยุบตัวลงหรือโหลด ยางอาจกระแทกกับขอบบังโคลนด้านใน ถ้าติดหรือกระแทกไม่มาก ก็สามารถพับหรือเจียร์ขอบบังโคลนหลบได้ แต่ต้องระวังไม่ให้สีด้านนอกเสียหายถ้ายังไม่พ้นลองพลิกดูด้านหลังล้อแม็กบริเวณหน้าสัมผัส ว่ามีเนื้อหนาพอจะเจียร์ให้บางลงสัก 2-3 มิลลิเมตรได้ไหม ถ้าเจียร์ได้ก็ยังพอเพิ่มค่าออฟเซตให้ล้อหุบเข้าไปได้อีกเล็กน้อย แต่ต้องแน่ใจว่าล้อแม็กจะไม่บางเกินไปจนแตกหักง่าย

    ค่าออฟเซตมากไป
    หากล้อแม็กหุบเข้าไปเกินปกติ แสดงว่าค่าออฟเซตมากไป กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหายางกระแทกขอบบังโคลน แต่อาจดูไม่สวย และล้อหรือยางจะติดขัดกับช่วงล่างบางชิ้นหรือซุ้มล้อด้านใน ถ้าไม่มาก สามารถใช้แผ่นอะลูมิเนียมรองแบนกลมบางๆ สเปเซอร์-SPACER ซึ่งมีจำนวนรูให้นอตร้อยผ่านเท่ากับระยะ PCD แทรกระหว่างล้อแม็กกับดุมล้อ เพื่อให้ล้อแม็กล้นออกมามากขึ้น

    ถ้ารองสเปเซอร์ไม่หนานัก ยังใช้นอตล้อเดิมได้และไม่ค่อยมีผลต่อการแกว่ง แต่ถ้าต้องรองหนากว่า 10 มิลลิเมตร (1 เซนติเมตร) ต้องเปลี่ยนนอตล้อยาวขึ้นหรือแบบพิเศษ เพื่อให้มีเกลียวยาวยึดได้แน่น แต่ยังเสี่ยงต่อการแกว่งหรือสั่นถ้าต้องรองสเปเซอร์หนามากเกิน 20-30 มิลลิเมตร อาจมีการใช้สเปเซอร์พิเศษ ที่มีนอตล้อเพิ่มอีกชุด (ดูคล้ายอแดปเตอร์ แต่จำนวนรูนอตและระยะ PCD เท่าเดิม) โดยมีตัวสเปเซอร์แบบหนายึดเข้ากับดุมด้วยนอตล้อชุดเดิม แล้วมีนอตล้อชุดใหม่ยื่นออกมาจากสเปเซอร์เพื่อยึดกับล้อแม็ก

    ตัวสเปเซอร์แผ่นรองแทรกควรมีน้ำหนักเบาที่สุด เพราะแค่มีการยื่นออกมาของล้อแม็กมากๆ ก็สร้างภาระให้กับช่วงล่างมากอยู่แล้ว เมื่อต้องเสริมแผ่นรองหนาพิเศษก็ยิ่งมีน้ำหนักมาก สร้างภาระมากขึ้นไปอีก

    ระยะ PCD ไม่ลงตัวหรือจำนวนรูนอตไม่เท่ากัน
    ไม่ใช่ใส่แล้วล้อแม็กหุบหรือล้นเกินไป แต่ยังใส่ล้อแม็กเข้าไปไม่ได้เลย เพราะรูนอตบนล้อแม็กกับดุมล้อไม่ตรงกันการแก้ไขมี 3 วิธีหลัก คือ แก้ไขล้อแม็ก แก้ไขดุมล้อ หรือทำอแดปเตอร์แทรก

    แก้ไขล้อแม็ก
    มีหลายวิธี เช่น 4 รูนอต PCD ใกล้เคียงกัน แล้วมีค่าออฟเซตเหมาะสมอยู่แล้ว เช่น 4 รูนอต PCD 100 แก้ไขเป็น 114.3 มิลลิเมตร หรือ 120 แก้ไขเป็น 114.3 มิลลิเมตร มักดัดแปลงด้วยการคว้านรูนอตเดิมบนล้อแม็กให้ใหญ่ขึ้น แล้วอัดบู๊ชเหล็กใหม่เข้าไปให้ได้ระยะหากเนื้อของล้อแม็กด้านข้างรูนอตยังเต็มหรือเหลือพอทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง สามารถเจาะรูเพิ่มจากเดิมได้ แต่ต้องได้ศูนย์และตรงกับระยะ PCD พอดี

    หากไม่สามารถขยายรูนอตและใส่บู๊ชใหม่ได้ หรือไม่มีเนื้อของล้อแม็กให้เจาะรูใหม่ได้ อาจใช้วิธีเชื่อมอุดรูนอตเดิมแล้วเจาะรูนอตใหม่ ทำได้ แต่ต้องมั่นใจว่าเนื้อวัสดุที่เชื่อมอุดผสานกับเนื้อวัสดุเดิมโดยไม่เปราะ และการเจาะรูนอตใหม่ต้องได้ศูนย์จริงๆ

    แก้ไขที่ดุมล้อ
    มักทำไม่ค่อยได้ เพราะไม่ค่อยมีเนื้อโลหะให้เยื้องหรือเจาะรูนอตใหม่ได้ แต่ถ้าทำได้ ต้องแน่ใจว่าได้ศูนย์จริงๆ

    ทำอแดปเตอร์-ADAPTER
    อแดปเตอร์ คือ แผ่นรองหนา 1-3 นิ้ว ผลิตจากเหล็กหรืออะลูมิเนียม สำหรับแทรกระหว่างล้อแม็กกับดุมล้อที่มีระยะ PCD หรือจำนวนรูนอตไม่เท่ากัน มีรูสำหรับยึดอแดปเตอร์เข้ากับดุมล้อ 1 ชุด บนด้านนอกของอแดปเตอร์มีเกลียวหรือนอตล้อสำหรับยึดกับล้อแม็ก

    ไม่ต้องดัดแปลงทั้งดุมล้อและล้อแม็ก แต่ล้อแม็กชุดนั้นต้องมีค่าออฟเซตมากหรือบวกมากเกินไป คือ ใส่ล้อแม็กแล้วหุบเข้าไปมาก เพราะการทำอแดปเตอร์แทรกต้องมีความหนาเพิ่มขึ้น ทำให้ล้อแม็กยื่นออกจากตัวรถยนต์มากขึ้น หากล้อแม็กยื่นออกมามากอยู่แล้ว เมื่อทำอแดปเตอร์แทรกในความหนา 1-2 นิ้ว ก็ยิ่งล้นออกมาจนเกิดปัญหา

    หากเลือกใช้วิธีนี้ นอกจากล้อแม็กชุดนั้นต้องมีค่าออฟเซตมากหรือบวกมาก อแดปเตอร์ต้องมีการเจาะรูนอตได้ศูนย์ และมีน้ำหนักไม่มากจนสร้างภาระกับระบบช่วงล่างมากเกินไป

    อย่ามองข้ามขนาดรูกลางของล้อแม็ก
    รถยนต์ทุกคันต้องมีแกนกลางของดุมล้อนูนออกมา เพื่อสวมทะลุเข้าสู่รูกลางบนตัวล้อแม็ก นอกจากต้องมีระยะ PCD, ค่าออฟเซต และขนาดโดยรวมของล้อแม็กเหมาะสมแล้ว ขนาดรูกลางของล้อแม็กต้องกว้างเท่ากันพอดีกับแกนดุมล้อ เพื่อป้องกันการสะบัดหรือแกว่งของล้อแม็ก แม้นอตล้อจะยึดแน่นอยู่แล้วก็ตาม หากขนาดรูกลางของล้อแม็กเล็กเกินไป ย่อมสวมเข้ากับดุมล้อไม่ได้ ต้องกลึงคว้านด้วยความละเอียดให้มีขนาดรูกลางเท่ากับแกนดุมล้อพอดี อย่าให้หลวมถ้าขนาดรูกลางของล้อแม็กใหญ่กว่าแกนดุมล้อ ควรอัดบู๊ชหรือคว้านแล้วอัดบู๊ชให้พอดีกัน เพื่อป้องกันการแกว่ง

    หากต้องการรองสเปเซอร์หนุนล้อแม็กออกมาในล้อหน้า หรือเมื่อต้องรองหนาถึง 1 เซนติเมตรขึ้นไป ด้านในของสเปเซอร์ต้องมีขนาดพอดีกับแกนดุมล้อ ส่วนด้านนอกต้องมีบ่ายื่นออกมาเป็นแกนสำหรับใส่ล้อแม็กสวมเข้าไป ในขนาดเท่ากับขนาดรูกลางของล้อแม็ก คือ สวมแล้วแน่นทั้งตัวสเปเซอร์กับดุมล้อและสเปเซอร์กับรูกลางล้อแม็ก เช่นเดียวกับการรองอแดปเตอร์เปลี่ยนระยะ PCD หรือจำนวนนอตล้อ แกนกลางก็ต้องสวมกันได้แน่นพอดีทุกจุดทั้งนอกและใน
     
  9. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
  10. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
  11. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    ล้อแม็กจำเป็นแค่ไหน?
    รถยนต์ทั่วไปและการใช้งานปกติไม่จัดจ้านนัก คุณสมบัติด้านความเบาและการระบายความร้อนที่ดี มีความจำเป็นน้อยมาก อีกทั้งยังแตกหรือคดง่ายเมื่อถูกกระแทกแรงๆ อีกด้วย ในหลายประเทศที่ผู้บริโภคใช้รถยนต์เพื่อการใช้งาน มิใช่เพื่อศักด์ศรีแบบคนไทย รถยนต์หลายรุ่นแยกล้อแม็กออกมาเป็นอุปกรณ์เลือกติดตั้งพิเศษ ไม่ได้ติดตั้งมาให้เสร็จสรรพ แต่ทางฝ่ายผู้ผลิตรถยนต์ก็ต้องการเพิ่มความสะดุดตา เพื่อสร้างจุดเด่นหวังผลทางการตลาด และผู้บริโภคเองก็รักสวยรักงาม ปัจจุบันล้อแม็กจึงได้รับความนิยมเพราะความสวยงามเป็นหลัก

    เลือกอย่างไร
    มีหลายวิถีทางเลือก โดยเฉพาะด้านลวดลายและความสวยงาม คงไม่มีเครื่องมือหรือหลักการตัดสินชัดเจน เพราะรสนิยมย่อมมีความแตกต่างกันเปลี่ยนล้อแม็ก แต่ใช้ยางขนาดเดิม... เปลี่ยนล้อแม็กพร้อมยางขนาดใหม่

    การเปลี่ยนล้อแม็กกับยางขนาดเดิมเป็นการประหยัดค่าใช้จ่าย หรือเพราะไม่อยากสวยมาก หรือต้องการรักษาความนุ่มนวลของแก้มยางและเส้นรอบวงของยางไว้ให้ใกล้เคียงกับยางขนาดมาตรฐานเดิม ไม่ค่อยมีความสวยเพิ่มขึ้นนัก นอกจากเดิมเป็นกระทะล้อแบบเหล็ก ถ้าเดิมเป็นล้อแม็กที่ลวดลายไม่ขัดสายตานัก ไม่เปลี่ยนจะดีกว่า

    การเปลี่ยนล้อแม็กวงโตพร้อมยางขนาดใหม่ เป็นทางเลือกในด้านความสวยงามที่ชัดเจนกว่าในกรณีแรก

    แม้อดีตเมื่อกว่า 10-15 ปีที่แล้ว มีแฟชั่นการตกแต่งรถยนต์ด้วยล้อแม็กกว้างแต่วงเล็กกับยางแก้มเตี้ย ล้นออกมานอกตัวถัง หรือประกบกับยางเส้นอ้วนแก้มมน เน้นความเตี้ยของตัวรถยนต์โดยไม่สนใจรักษาเส้นรอบวงของยางเลย ในปัจจุบันมีข้อสรุปแล้ว และคาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือย้อนยุค คือ ล้อแม็กวงโต เส้นผ่าศูนย์กลางมากๆ กับยางแก้มเตี้ย-ซุกใต้ขอบบังโคลน

    ยิ่งใช้ล้อแม็กวงโตๆ กับยางแก้มเตี้ยๆ ยิ่งสวย เพราะล้อแม็กมีความวาววับสวยสะดุดตา และยางแก้มเตี้ยมีขอบสีดำบางไม่หนาทึบต่อสายตา รับกับความวาวนั้นได้ดี แต่ต้องมีขอบเขตของความเหมาะสมในการเลือก เช่น

    ล้อแม็กวงโตเส้นผ่าศูนย์กลางมาก ยิ่งมีน้ำหนักมาก แทนที่จะเบากว่ากระทะล้อเดิม กลับหนักและสร้างภาระในการขับมากกว่าเดิม ต้องระมัดระวังตลอด เพราะอาจคดหรือแตกง่ายจากการกระแทกหรือตกหลุม ยางแก้มเตี้ยมากเท่าไร ยิ่งซึมซับแรงกระแทกได้น้อยกว่ายางแก้มสูง ในการใช้งานจะส่งความกระด้างขึ้นมาได้มาก และทำให้ล้อแม็กคดหรือแตกง่าย น้ำหนักโดยรวมของล้อแม็กและยาง ถ้ามากกว่ากระทะล้อและยางชุดเดิม จะส่งผลให้ระบบช่วงล่าง เช่น ลูกหมาก บู๊ช และลูกปืนล้อ มีอายุการใช้งานสั้นลง แต่ก็ไม่ได้พังลงในทันที

    ถ้าเส้นรอบวงของยางน้อยกว่าขนาดมาตรฐาน อัตราเร่งจะดีขึ้น แต่สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมาก ต้องเปลี่ยนเกียร์บ่อย ความเร็วปลายลดลง มาตรวัดความเร็วชี้เกินความเร็วจริง (ไมล์อ่อน) หากเส้นรอบวงของยางมากกว่าขนาดมาตรฐาน อัตราเร่งจะแย่ลง มาตรวัดความเร็วชี้น้อยกว่าความเร็วจริง (ไมล์แข็ง) แต่คงไม่สำคัญเท่ากับความสวยงามที่อยากให้เพิ่มขึ้น

    ทางเลือกเพื่อความสวย
    เปลี่ยนครั้งเดียวจบ และต้องทำใจกับจุดด้อย !เมื่อทราบดีว่าสูตรสำเร็จอยู่ที่ล้อแม็กวงโตกับยางแก้มเตี้ย จึงควรกำหนดขนาดของล้อแม็กที่คิดว่าสวยให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่อยากได้และใส่ได้ จำไว้เสมอว่า ยิ่งวงใหญ่ยิ่งสวย แต่ก็อย่าให้ใหญ่เกินตัวถัง เช่น โตโยต้า โคโรน่า ไม่ควรมองล้อแม็กต่ำกว่าขอบ 16 นิ้ว ถ้าอยากสวยแบบสะใจ

    ตลาดล้อแม็กที่เน้นความสวยในปัจจุบันเริ่มที่ขนาด 15 นิ้ว ไล่ขึ้นไปถึง 16, 17 และ 18 นิ้ว หรือกว่านั้น ไม่ควรเลือกล้อแม็กขนาดเล็กกว่าความเหมาะสม ควรลองนำไปเทียบกับตัวรถยนต์ แล้วถอยออกมามองห่างๆ เพื่อวิเคราะห์ถึงความสวย โดยทั่วไปแล้วน่าจะเริ่มที่ขนาด 15-16 นิ้วขึ้นไป

    สาเหตุที่แนะนำล้อแม็กวงโตแบบครั้งเดียวจบ ก็เพราะว่ามีตัวอย่างมากมาย อาจด้วยความต้องการประหยัด หรือความกลัวอาการกระด้าง แต่ท้ายที่สุด หากอยากสวยจัดก็ต้องถอดล้อแม็กชุดนั้นออก แล้วเปลี่ยนใส่ชุดใหม่ขนาดใหญ่กว่าเดิม โดยที่ชุดเดิมนั้นตีราคาเทิร์นได้น้อยมากหรือต้องฝากขาย อันเป็นเรื่องปกติของร้านขายล้อแม็ก ผลคือเสียเงิน 2 ต่อเพราะความลังเล หากรักจะสวยแล้ว อย่ากังวลถึงเรื่องเงินมากนัก เพราะล้อแม็กขนาด 15 และ 16 นิ้ว หรือขนาด 16 และ 17 นิ้ว เมื่อรวมราคาทั้งชุดเข้าไป มีความแตกต่างด้านราคาทั้งของล้อแม็กและยางน้อยมาก ถ้าชอบและใส่ได้ เลือกแบบครั้งเดียวจบไปเลยดีกว่า เพราะอย่างไรก็ถูกกว่าการตีราคาเทิร์นเปลี่ยนล้อแม็กพร้อมยางภายหลัง

    อย่ากังวลกับจุดด้อยมากนัก ไม่มีอะไรได้มาฟรีๆ อยากสวยก็ต้องทำใจว่า ล้อแม็กยิ่งวงโตยิ่งคดง่าย ในการขับต้องตาไวมือไว หลบหลุมหลบเนินให้ดี ส่วนยางนั้น แก้มยิ่งเตี้ยยิ่งสวย แต่ก็ยิ่งซึมซับแรงสั่นสะเทือนได้น้อย ซึ่งก็ไม่ได้น้อยมากจนน่าตกใจ

    อายุการใช้งานของระบบช่วงล่างเมื่อใส่ล้อแม็กวงโตเข้าไปก็ไม่ได้สั้นลงมากมาย เปรียบเทียบแล้วไม่น่าเกิน 10-20 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่มีทางเกิน 30 เปอร์เซ็นต์ไปได้ ไม่เช่นนั้นคงเห็นรถยนต์มที่ใส่ล้อแม็กวงโตหรือออฟโรดบิ๊กฟุต ช่วงล่างพังคาถนนกันบ่อยๆ

    แท้เทียมดังเด่นใหม่เก่า
    ล้อแม็กปลอมหรือเลียนแบบมีมากมาย เพราะล้อแม็กลายสวยรุ่นยอดนิยมของแท้ที่มีราคาแพง เมื่อนำมาลอกเลียนแบบก็ไม่ยาก และมีต้นทุนใกล้เคียงกับการผลิตล้อแม็กลวดลายพื้นๆ ราคาถูกและขาดความนิยม เพราะค่าแม่พิมพ์และวัสดุไม่เกี่ยวข้องกับลวดลายของล้อแม็กมากนัก ในเมื่อต้นทุนเท่ากันก็เลือกผลิตล้อแม็กของปลอมรุ่นเด่นๆ ดีกว่า ควรหลีกเลี่ยงล้อแม็กปลอมหรือลวดลายเลียนแบบ เพราะไม่มีคุณค่าทางความสวยงามและอาจเกิดอันตราย เพราะมักผลิตจากโรงงานขนาดเล็กไร้มาตรฐาน ล้อแม็กอาจคดหรือแตกง่าย และเมื่อมีการแลกเปลี่ยนหรือเทิร์นจะมีราคาเหลืออยู่น้อยมาก หรือร้านไม่รับเทิร์นเลย เพราะสามารถเรียกได้อย่างเต็มปากว่าล้อแม็กปลอม ลายอะไรก็ว่ากันไป ไม่มีทางหลอกตากันได้ ต่างจากตอนซื้อที่ผู้ขายมักจะยุกันไปต่างๆ นานา

    ควรเลือกล้อแม็กของแท้ยี่ห้อมาตรฐาน อาจไม่ใช่รุ่นดังยี่ห้อเด่น แต่ก็มีความมั่นใจในคุณภาพได้มากกว่า ดูรายละเอียดได้ที่ตัวล้อแม็ก โดยต้องมีตัวอักษรบอกยี่ห้อชัดเจน (มักเป็นตัวนูน) มีตัวอักษรย่อบอกมาตรฐาน และสภาพโดยรวมต้องเรียบร้อย เช่น JWL ฯลฯ เพราะล้อแม็กปลอม แม้เลียนแบบมาเหมือนเปี๊ยบ แต่มักไม่ค่อยกล้าระบุยี่ห้อชัดเจนหรือเป็นตัวนูน

    ล้อแม็กมือสองอาจน่าสนใจ
    ระหว่างล้อแม็กมือสองของแท้ กับล้อแม็กมือหนึ่งของปลอม ควรเลือกแบบแรกหรือยี่ห้อไม่ดังแต่แท้ดีกว่า อย่ากังวลกันมากนักกับคำร่ำลือว่าล้อแม็กเก่านั้นต้องถูกย้อมแมว เพราะล้อแม็กไม่ใช่อุปกรณ์ที่มีการสึกหรอ อาจบิดคดได้บ้าง แต่ถ้าไม่หนักหนาก็เรียกได้ว่ายังปกติ และไม่มีขอบเขตด้านอายุการใช้งาน 10 ปีก็ยังปรับสภาพมาใช้กันได้

    ล้อแม็กมือสองมีหลายสภาพ ทั้งบิดคดมาหนักแล้วถูกนำมาซ่อมย้อมแมว (มีเพียง 10-20 เปอร์เซ็นต์ในตลาด) และแบบโทรมเฉพาะภายนอกแล้วตกแต่งได้เหมือนใหม่ การเปลี่ยนล้อแม็ก ส่วนใหญ่มักมีเหตุผลมาจากความอยากให้รถยนต์สวย ไม่ค่อยเปลี่ยนเพราะล้อแม็กเสียหายมากๆ

    ถ้าเลือกอย่างรอบคอบก็จะได้ล้อแม็กมือสองสภาพดีในราคาเพียง 40-60 เปอร์เซ็นต์ของราคาล้อแม็กใหม่ พลิกดูให้ดีทุกมุมในทุกวง ว่าวงไหนมีร่องรอยการกลึงเรียบจนมีสันเหลี่ยมแตกต่างจากวงอื่นไปหรือเปล่า ถ้ามีก็มองข้ามชุดนั้นไปได้เลย

    หากยังกังวลกับสภาพของล้อแม็กมือสอง ลองดูสิว่า เคยเห็นรถที่ขับแล้วล้อแม็กแตกคาตาหรือประสบด้วยตัวเองมากี่ครั้ง ถ้าไม่ชนหนักหรือตกหลุมแรงจัดๆ ล้อแม็กไม่แตกกระจายแน่นอน

    สำหรับล้อแม็กที่ถูกเปลี่ยนออกเพราะอยากเปลี่ยนขนาดเพื่อความสวย เช่น รถยนต์ใหม่ป้ายแดง ล้อแม็กจากโชว์รูมขนาด 14 นิ้ว เปลี่ยนเป็น 16-17 นิ้ว บางคันใช้มาไม่กี่สัปดาห์ก็เปลี่ยนออก หรือเปลี่ยนล้อแม็กลายใหม่ไปแล้วไม่ประทับใจ ล้อแม็กเก่า กรณีนี้น่าสนใจ เพราะสภาพยังดีแต่ราคาไม่แพง

    แหล่งใหญ่ของร้านล้อแม็กใหม่และล้อแม็กมือสองอยู่บริเวณเชียงกง ปทุมวัน และวงเวียน 22 กรกฎาคมนอกจากนั้นก็กระจัดกระจายไปทั่วกรุงเทพฯ โดยเฉพาะร้านล้อแม็กใหญ่ๆ

    เมื่อโทรมก็เสริมสวยได้
    ล้อแม็กมีอายุการใช้งานไม่จำกัด และน่าจะเกิน 10-20 ปี ถ้าไม่แตกสามารถซ่อมแซมหรือปรับสภาพได้ ถ้าเบื่อก็สามารถเทิร์นเพื่อแลกซื้อชุดใหม่ออกมาได้ เพียงแต่จะได้ราคาต่ำกว่าตอนใหม่กว่าครึ่ง

    ถ้ายังไม่เบื่อ แต่ล้อแม็กโทรมแล้วจากกรด-ด่าง ปัสสาวะสุนัข หรือเพียงขอบบิ่น ก็สามารถเสริมสวยหรือปรับสภาพได้ โดยแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ปัดเงาและพ่นสี ซึ่งอาจสลับแบบกันได้ เช่น เดิมพ่นสีมาเปลี่ยนเป็นปัดเงา หรือเดิมปัดเงาเปลี่ยนเป็นพ่นสี แล้วแต่เนื้อโลหะเดิมหรือความเหมาะสมด้านความสวย

    ค่าใช้จ่ายการปรับสภาพประมาณวงละ 300-500 บาท รวมถึงการแตกและบิดคด ซ่อมได้เกือบทุกรูปแบบ แหล่งใหญ่อยู่บริเวณวงเวียน 22 กรกฎาคม หัวลำโพง เข้าจากทางแยกวัดเทพศิรินทร์กระจายกันออกไป

    ไม่ว่าจะเลือกล้อแม็กลวดลายใดก็ตาม อย่าเลือกเพราะความสวยเพียงอย่างเดียว ความปลอดภัยสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด !
     
  12. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    toyota
    รุ่น จำนวนสูบ แบบฝาสูบ กระบอกสูบxช่วงชัก ความจุ แรงม้า แรงบิด เฟืองท้าย ขับเคลื่อน เกียร์ หมายเหตุ
    15 B FTE 4 --- 108x112 4104 CC. 170/3000 43/1600 MEGA CRUISER
    1GZ FE V12 DOHC 48 V. 81x80.8 4996 CC. 280/5200 49/4000 CENTULY
    1UZ FE V8 DOHC 32 V. 87.5x82.5 3968 CC. 280/5400 41/4000 3.916 FR 4 AT CELSIOR,CROWN MAJESTA
    1UZ FE V8 DOHC 32 V. 87.5x82.5 3965 CC. 260/5400 36/4600 ---
    2UZ FE V8 DOHC 32 V. 94x84 4663 CC. 235/4800 43/3600 VX100
    3UZ FE V8 DOHC 32 V. 91x82.5 4293 CC. 283/5600 43.8/3500 LEXUS GS 430
    1HDFTE 6 DOHC 24 V. --- 4163 CC. 205/3400 44/1800 Disel LandCruiser
    1HD FTE 6 DOHC 24 V. --- 4163 CC. 190/3400 44/1800 Disel COASTER
    1HZ 6 OHC 24 V. 94x100 4163 CC. 130/3800 29/2200 Disel LandCruiser V70
    1KZ TE 4 OHC 16 V. 96x103 2982 CC. 130/3600 33.8/2000 HIACE
    1KZ TE 4 OHC 16 V. 96x103 2982 CC. 140/3600 35/2000 TOURING HIACE
    1KZ TE 4 OHC 16 V. 96x103 2982 CC. 145/3600 35/2000 LANDCRUISER CYGNUS, VX 100,PRADO TZ 3000
    HILUX SURF
    1KZ TE 4 OHV 8 V. 96x103 2982 CC. 125/3600 32.1/2000 Thai SportRider SR5 2000
    1KD FTV 4 DOHC 16 V. 96x103 2982 CC. 145/3600 35/2000 LAND CRUISER PRADO
    1KD FTV 4 DOHC 16 V. 96x103 2982 CC. 170/3400 35./1800-3400 ILUX SURF
    1FZ FE 6 DOHC 24 V. 100x95 4477 CC. 224/4600 39.5/4600 4.100 4WD 4 AT VX150 Aus
    1MZ FE V6 DOHC 24 V. 87.5x83 2994 CC. 215/5800 30.5/4400 WINDOM
    1MZ FE V6 DOHC 24 V. 87.5x83 2994 CC. 220/5800 31/4400 ESTIMA 2003
    2MZ FE V6 VVTi DOHC 24 V. 87.5x69.2 2496 CC. 200/6000 25/4600 MARK II,CAMRY
    3MZ FE V6 VVTi DOHC 24 V. 92x83 3300 CC. 233/5600 33.5/3600 SIENNA,HARRIER,RX330 2003
    5VZ FE V6 DOHC 24 V. 93.5x82 3378 CC. 185/4800 30/3600 LANDCRUISER PRADO RZ3400
    5VZ FE V6 DOHC 24 V. 93.5x82 3378 CC. 180/4800 30.5/3600 GRAND HIACE, ADVANCE
    3VZ FE V6 DOHC 24 V. 87.5x82.5 2958 CC. 200/5800 28/4600 4.054 FF 4 AT ---
    1SZ FE 6 DOHC 16 V. VVTi 69x66.7 998 CC. 70/6000 9.7/4100 Yaris'99
    1ZZ FE 6 DOHC 24 V. 79x91.5 1794 CC. 130/6000 17.4/4000 FR VISTA
    1ZZ FE 6 DOHC 24 V. 79x91.5 1794 CC. 140/6400 17.4/4400 FR MR-S
    2ZZ GE 6 VVTi BEAM DOHC 24 V. 82x85 1795 CC. 190/7600 18.4/6800 FR CELICA 1999-2000
    2JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 280/5600 44.0/3600 3.266 FR 6 MT ---
    2JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 280/5600 46.0/3600 3.769 FR 4 AT ARISTO,SUPRA
    2JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 230/6000 29/4800 4.083 FR 5 MT ---
    2JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 230/6000 29/4800 4.100 FR 4 AT ---
    2JZ FSE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 220/5600 30/3600 FR CROWN MAJESTA
    2JZ GE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 220/5600 30/4000 FR CROWN SEDAN ROYAL SALOON
    2JZ GE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 215/5800 30/3800 FR PROGRES
    2JZ GE 6 DOHC 24 V. 86x86 2997 CC. 230/6000 29/4800 FR ---
    7M GTE 6 DOHC 24 V. 83x91 2954 CC. 270/5000 36/3600 4.100 FR 5 MT ---
    7M GTE 6 DOHC 24 V. 83x91 2954 CC. 230/5600 33/4000 FR Supra
    7M GTE 6 DOHC 24 V. 83x91 2954 CC. 200/5600 27/3600 4.100 FR 5 MT Supra
    7M GE 6 DOHC 24 V. 83x91 2954 CC. 200/5000 27/3600 FR ---
    1JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x71.5 2491 CC. 280/6200 37/4800 3.725 FR 5 MT Supra 1995
    1JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x71.5 2491 CC. 280/6200 37/4800 4.100 FR 4 AT 1995
    1JZ GTE 6 DOHC 24 V. 86x71.5 2491 CC. 280/6200 38.5/2400 FR SOARER,MARK II, CHASER
    1JZ GE 6 DOHC 24 V. 86x71.5 2491 CC. 180/6000 24/4800 3.909 FR 5 MT ---
    1JZ GE 6 DOHC 24 V. 86x71.5 2491 CC. 180/6000 24/4800 4.100 FR 4 AT ---
    1JZ GE 6 DOHC 24 V. 86x71.5 2491 CC. 200/6000 26/4000 FR CHASER,CRESTA
    1G GTE 6 DOHC 24 V. 75x75 1988 CC. 210/6200 28/3800 4.566 FR 5 MT ปล๊กเทา 1993
    1G GTE 6 DOHC 24 V. 75x75 1988 CC. 185/6200 24.5/3200 FR ปลั๊กเหลือง
    1G GE 6 DOHC 24 V. 75x75 1988 CC. 160/6200 19/4500 4.300 FR 5 MT ---
    1G GE 6 DOHC 24 V. 75x75 1988 CC. 160/6200 19/4500 4.300 FR 4 AT ---
    1G FE 6 DOHC 24 V. 75x75 1988 CC. 160/6200 20.4/4400 FR MARK II,CRESTA
    2TZ FZE 4 DOHC 24 V. 95x86 2438 CC. 160/5000 26.3/3600 FR ESTIMA
    3RZ FE 4 DOHC 24 V. 95x95 2693 CC. 145/4800 23.2/3600 FR TOURING HIACE,REGUIS
    5S FE 4 DOHC 16 V. 87x91 2163 CC. 140/5800 19.5/4400 3.950 FF 4 AT CAMRY,HARRIER
    3S GTE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 260/6000 33/4400 4.285 CALDINA
    3S GTE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 255/6000 31/4000 4.285 4WD 5 MT GT4 1995
    3S GTE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 245/6000 31/4000 4.285 4WD 5 MT MR2/Celica 1995
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 160/6600 12/4800 4.176 FF 1998
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 170/6600 19.5/4800 4.176 FF 5 MT 1995
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 170/6600 19.5/4800 3.950 FF 4 AT 1995
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 180/6600 21/6000 4.176 FF 5 MT CALDINA
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 180/6600 20.5/6000 FF RAV V,RAV 4
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 190/7000 19.5/4800 FF ---
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 200/6600 21/6000 FF ---
    3S GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 210/6600 22/6400 FF ALTEZZA
    3S FE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 130/5600 18.5/4400 FF TOWNACE,LITEACE
    3S FE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 135/6000 18.5/4400 FF NADIA,GAIA,IPSUM,RAV 4
    3S FE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 140/6000 19/4400 3.736 FF 5 MT Corona 1995
    3S FE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 140/6000 19/4400 3.731 FF 4 AT Corona 1995
    3S FSE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 145/6000 20/4400 FF VISTA,NADIA
    3RZ FE 4 DOHC 16 V. 95x95 1998 CC. 145/4800 23.2/3600 ---
    3C TE 4 OHC 16 V. 86x94 2184 CC. 94/4400 21.5/2000 LITEACE DIESEL
    3C E 4 OHC 16 V. 86x94 2184 CC. 79/4400 15/2400 LITEACE,TOWNACE DIESEL
    7A FE 4 DOHC 16 V. 81x85.5 1762 CC. 114/5400 15.8/4800 FF ---
    7A FE 4 DOHC 16 V. 81x85.5 1762 CC. 115/5400 15.8/4800 2.962 FF 4 AT CARINA,CORONA
    4A GE 4 DOHC 20 V. 81x77 1587 CC. 160/7400 16.5/5200 4.312 FF 5 MT ฝาเงิน'93-'94 Levin Airflow
    4A GE 4 DOHC 20 V. 81x77 1587 CC. 165/7800 16.5/5600 4.312 FF 5 MT ฝาดำ'95-'96 Levin,COROLLA
    4A GE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 145/7500 16/5500 4.312 FF 5 MT 1990
    4A GE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 135/7500 16/5500 4.312 FF 5 MT 1989
    4A GE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 125/7500 16/5500 4.100 FR 5 MT 1985
    4A GZE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 170/6400 21/4400 3.944 FF 5 MT MR2 1995
    4A GZE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 145/6400 19.5/4400 3.944 FF 5 MT 1990
    4A FE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 115/6000 15/4800 4.053 FF 5 MT 1995
    4A FE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 115/6000 15/4800 3.526 FF 4 AT 1995
    4A FE 4 DOHC 16 V. 81x77 1587 CC. 110/5800 15.2/4600 FF SPRINTER,SPACIO
    5A FE 4 DOHC 16 V. 78.7x77 1498 CC. 100/5600 14/4400 3.722 FF 5 MT COROLLA,SPRINTER
    5A FE 4 DOHC 16 V. 78.7x77 1498 CC. 100/5600 14/4400 3.333 FF 3 AT COROLLA,SPRINTER
    5E FHE 4 DOHC 16 V. 74x87 1495 CC. 110/6400 13.9/4000 3.526 FF 5 MT ---
    5E FE 4 DOHC 16 V. 74x87 1495 CC. 97/5400 13.7/4400 3.526 FF 5 MT CALDINA
    5E FE 4 DOHC 16 V. 74x87 1495 CC. 94/5400 13.5/4400 FF RAUM
    5E FE 4 DOHC 16 V. 74x87 1496 CC. 91/5400 13.2/4400 FF COROLLA
    4E FTE 4 DOHC 16 V. 74x77.4 1331 CC. 135/6400 16/4800 3.941 FF 5 MT ---
    4E FE 4 DOHC 16 V. 74x77.4 1331 CC. 88/5600 11.8/4600 3.722 FF 5 MT ---
    4E FE 4 DOHC 16 V. 74x77.4 1331 CC. 88/5600 11.8/4600 3.526 FF 4 AT ---
    3L 4 OHC DiV. 96x96 2779 CC. 91/4000 --- FR Hilux
    5L 4 OHC DiV. 99.5x96 2986 CC. 97/4000 192nm/2400 FR Tiger
    5L 4 OHC DiV. 99.5x96 2985 CC. 91/4000 19.5/2400 FR REGIUS
    1PZ 5 --- 94x100 3469 CC. 115/4000 23.5/2600 Disel
    2LT 4 --- 92x92 2446 CC. 97/3600 24.5/2400 FR Disel
    4K 4 SOHC 75x73 1290 CC. 75/5600 10.7/3600 Collora KE 70
    1NZ FXE 4 DOHC 16 V. 75x84.7 1496 CC. 58/4000 10.4/4000 PRIUS
    1NZ FE 4 DOHC 16 V.VVTi 75x84.7 1496 CC. 109/6000 14.5/4200 FF SOLUNA VIOS 2002
    2NZ FE 4 DOHC 16 V. 75x73.5 1298 CC. 88/6000 12.5/4400 FF FUNCARGO
    1SZ FE 4 DOHC 16 V. 69x66.7 997 CC. 70/6000 9.7/4000 FF PLATZ,VITZ
    1 ZZ FE 4 DOHC 16 V. 79x91.5 1,794 CC. 136/6000 17.4/4200 FF ---
    2 ZZ GE 4 DOHC 16 V. 86x86 1,795 CC. 190/7600 18.4/6800 CELICA
    T2 4 DOHC 16 V. 90x94 2392 CC. 150/6000 22.1/4400 CAVALIER
    EJ DE 4 DOHC 16 V. 72x81 989 CC. 60/6000 9.6/3600 DUET
    15B FTE 4 --- 108x112 4104 CC. 170/3000 43/1600 MEGA CRUISER
    1RZ E 4 OHC 16 V. 86x86 1998 CC. 110/5200 17/2600 HILUX
    3RZ FE 4 DOHC 16 V. 95x95 2693 CC. 145/4800 24/4000 HILUX
    HC EJ 4 OHC 16 V. 76x71.4 1295 CC. 92/6500 11/5000 CAMI
    1RZ E 4 OHC --- 1998 CC. 110/5200 17/2600 HILUX
    7K E 4 OHV --- 1781 CC. 82/4800 114.5/2800 LITEACE
    1AZ FSE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 152/6000 20.4/4000 RAV 4 '2001
    1AZ FE 4 DOKC 16 V. VVTi 86x86 1998 CC. 144/5600 19.4/4000 CAMRY 2003
    2AZ FE 4 DOKC 16 V. VVTi --- 2362 CC. 160/5600 22.5/4000 ESTIMA 2003
     
  13. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    HONDA
    รุ่น จำนวนสูบ แบบฝาสูบ กระบอกสูบxช่วงชัก ความจุ แรงม้า แรงบิด เฟืองท้าย ขับเคลื่อน เกียร์ หมายเหตุ
    C 35 A V6 OHC 24 V. 90x91 3473 215/5200 31.8/2800 3.183 FF 4 AT LEGEND
    C 32 B V6 DOHC 24 V. 93x78 3179 280/7300 31/5300 4.062 MR 6 MT NSX Type S/T1997
    C 32 A V6 DOHC 24 V. 93x88 3206 235/6300 30.5/4500 3.133 FF 4 AT ---
    C 30 A V6 SOHC 24 V. 86x86 2997 197/5500 26.98/4700 4.062 MR 5 MT Accord/NSX VTEC
    C 30 A V6 SOHC 24 V. 86x86 2997 280/7300 30/5400 4.062 MR 5 MT Accord/NSX VTEC 1996
    J 35 A V6 SOHC 24 V. 89x93 3471 205/5200 30.2/4300 LAGREAT
    J 32 A V6 SOHC 24 V. 89x86 3210 225/5500 30/4500 INSPIRE,SABER
    J 30 A V6 SOHC 24 V. 86x86 2997 215/5800 27.7/5000 AVANCIER
    J 30 A V6 SOHC 24 V. 86x86 2997 200/5500 27/4700 ODYSSEY
    J 25 A V6 SOHC 24 V. 86x71.6 2495 200/6200 24.5/4600 INSPIRE,SABER
    H 22 A 4 DOHC 16 V. 87x90.7 2156 220/7200 22.5/6500 4.266 FF 5 MT พลีลูด ญี่ปุ่น'99
    H 22 A 4 DOHC 16 V. 87x90.7 2156 200/6800 22.3/5500 4.266 FF 5 MT พลีลูด ญี่ปุ่น'99
    H 22 A 4 DOHC 16 V. 87x91 2157 193/6800 21.6/5250 พลีลูด ไทย'92
    H 23 A 4 DOHC 16 V. 87x95 2258 200/6800 22.5/5300 ACCORD WAGON
    H 23 A 4 DOHC 16 V. 87x95 2258 160/5800 21.3/4500 พลีลูด ไทย'94
    H 23 A 4 DOHC 16 V. 87x95 2258 150/5800 21.5/4500 พลีลูด ญี่ปุ่น'94
    K 20 A 4 DOHC 16 V.i-VTEC 86x86 1998 154/6500 19/4000 ACCORD SiR-T,TORNEO SiR-T
    K 20 A 4 DOHC 16 V.i-VTEC 86x86 1998 160/6500 19.5/4000 FF CRV '2002 ไทย
    K 24 A 4 DOHC 16 V.i-VTEC 87x99 2354 162/6000 22.4/3600 FF 4 AT STEPWGN 2003
    F 20 B 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 200/7200 20/6600 4.785 FF 4 AT STREAM
    F 20 B 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 180/7000 19.6/5500 4.785 FF 4 AT ACCORD 1998 SiR,TORNEO SiR
    F 20 B 4 OHC 16 V. 85x88 1997 150/6000 19/5000 FF ACCORD VTS,TORNEO VTS
    F 20 B 4 OHC 16 V. 85x88 1997 148/6000 18.7/5000 FF ACCORD VTS 4WD,TORNEO VTS
    F 20 B 4 SOHC 16 V. 85x88 1997 145/6000 18.2/5000 4.466 FF 4 AT ACCORD
    F 20 C 4 SOHC 16 V. 87x84 1997 250/8300 22.2/7500 FF S2000
    F 18 B 4 OHC 16 V. 85x81.5 1849 140/6100 17.2/5000 FF ACCORD VTS 1.8,TORNEO 1.8 VTS
    F 22 A 4 SOHC 16 V. 85x95 2156 130/5200 19/4000 FF ---
    F 22 B 4 DOHC 16 V. 85x95 2156 160/6000 20.5/5200 FF PRELUE 1999
    F 22 B 4 OHC 16 V. 85x95 2156 135/5200 19.6/4500 FF PRELUE 1999/tr>
    F 22 B 4 DOHC 16 V. 86x97 2254 150/5700 21/4900 FF ACCORD'98
    F 23 A 4 VTEC SOHC 16 V. 86x97 2251 150/5700 21/4900 FF ACCORD VTi 2.3 '98
    F 23 A 4 OHC 16 V. 86x97 2253 160/5700 21.8/4900 FF AACCORD WAGON
    F 23 A 4 OHC 16 V. 86x97 2253 150/5800 20.1/4800 FF AVANCIER
    F 23 A 4 OHC 16 V. 86x97 2253 150/5600 20.8/4700 FF ODYSSEY
    F 23 A 4 OHC 16 V. 86x97 2253 150/5800 21/4800 FF ODYSSEY 2000
    F 23 A 4 SOHC 16 V. 85x95 2156 130/5200 19/4000 FF ---
    B 18 C 4 DOHC 16 V. 81x87.2 1797 200/8000 19/6200 4.400 FF 5 MT INTEGRA Type R
    B 18 C 4 DOHC 16 V. 81x87.2 1797 200/8000 18.5/7500 4.400 FF 5 MT INTEGRA 1998
    B 18 C 4 DOHC 16 V. 81x87.2 1797 170/7200 17.8/6000 4.400 FF 5 MT INTEGRA SiR-G/SiR 1996-1998
    B 20 B 4 DOHC 16 V. 84x89 1972 150/6300 18.8/4500 FF CRV,ORTHIA
    B 20 B 4 DOHC 16 V. 84x89 1972 140/5500 19/4200 FF S-MX LOWDOWN
    B 20 B 4 DOHC 16 V. 84x89 1972 135/5500 18.8/4200 FF STEPWGN
    B 16 B 4 DOHC 16 V. 81x77.4 1595 185/8200 16.3/7500 4.400 FF 5 MT 3 Dr.-R'98
    B 16 A 4 DOHC 16 V. 81x77.4 1595 170/7800 16/7300 4.400 FF 5 MT 3 Dr.'99
    B 16 A 4 DOHC 16 V. 81x77.4 1595 155/7300 15.6/6500 FF 3 Dr.'99,CIVIC
    D 17 A 4 SOHC 16 V.VTEC 75x90 1590 130/6200 15.8/4800 FF THAI CIVIC VTEC'2000
    D 17 A 4 SOHC 16 V. 75x90 1590 120/6200 15.3/4500 FF THAI CIVIC'2000
    D 16 A 4 SOHC 16 V. 75x90 1590 130/6500 14.7/5300 3.937 FF 4 AT VTEC
    D 16 A 4 SOHC 16 V. 75x90 1590 125/6700 14.7/4900 FF HRV VTEC
    D 16 A 4 SOHC 16 V. 75x90 1590 120/6400 14.5/5000 FF DOMANI
    D 16 A 4 SOHC 16 V. 75x90 159 120/6400 14.7/5000 FF CIVIC RTi
    D 16 A 4 SOHC 16 V. 75x90 1590 105/6200 14.1/3400 FF HRV
    D 16 A 4 OHC 16 V. 75x90 1590 105/6400 14.3/4600 FF PARTNER
    D 16 Y 8 4 SOHC 16 V. 75x90 159 127/6600 14.7/5500 FF Civic'98-'99
    ZC 4 OHC 16 V. 75x90 1590 120/6400 14.7/5000 FF INTEGRA
    D 15 4 SOHC 16 V. 75x90 1493 105/6400 13.7/4600 FF City'98-'99
    D 15 4 SOHC 16 V. 75x90 1493 115/6800 14.2/4600 FF CityVTEC'98-'99
    D 15 B 4 SOHC 16 V. 75x84.5 1493 130/7000 14.2/5300 FF INTEGRA,3 Dr. 1999, CIVIC
    D 15 B 4 OHC 16 V. 75x84.5 1493 98/6300 13.6/3500 FF CAPA
    D 15 B 4 SOHC 16 V. 75x84.5 1493 105/6400 13.6/4500 FF DOMANI,3 Dr.1999, CIVIC,PARTNER
    D 13 B 4 OHC 16 V. 75x76 1343 91/6300 11.6/4800 FF 3 Dr.1999,CIVIC
    LOGO, PARTNER
    D 13 B 4 OHC 16 V. 75x76 1343 66/5000 11.3/2500 FF LOGO
    E 07 Z 3 OHC 16 V. 66x64 656 50/7000 6.2/4500 LIFE
    i-VTEC 4 SOHC 16 V. 86x86 1998 220/8000 21/7000 INTEGRA 2001
    i-DSL 4 SOHC 8 V. 73x89.4 1497 88/5500 13.4/2700 CITY 2002
     
  14. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    NISSAN
    รุ่น จำนวนสูบ แบบฝาสูบ กระบอกสูบxช่วงชัก ความจุ แรงม้า แรงบิด เฟืองท้าย ขับเคลื่อน เกียร์ หมายเหตุ
    VH 45 DE V8 DOHC 32 V. 93x76 4494 CC. 270/5600 40.2/4000 3.357 FR 4 AT PRESIDENT
    VH 41 DE V8 DOHC 32 V. 93x82.7 4130 CC. 270/6000 38.4/4000 3.692 FR 4 AT CIMA
    VH 41 DE V8 DOHC 32 V. 93x82.7 4130 CC. 270/6000 37/4000 3.692 FR 4 AT CIMA
    VQ 35 DE V6 DOHC 24 V. 95.5x81.4 3498 CC. 280/6200 37/4800 SKYLINE 2003
    VQ 30 DETT V6 DOHC 24 V. 87x83 2960 CC. 280/6400 39.6/3600 FAIRLADY Z
    VQ 30 DET V6 DOHC 24 V. 93x73.3 2987 CC. 270/6000 37.5/3600 3.916 FF 4 AT CIMA
    VQ 30 DD NEO Di V6 DOHC 24 V. 93x73.3 2987 CC. 240/6400 31.5/3600 FF CEDRIC, GLORIA
    VQ 30 DET NEO Di V6 DOHC 24 V. 93x73.3 2987 CC. 280/6000 39.5/3600 FF CEDRIC, GLORIA
    VQ 30 DE V6 DOHC 24 V. 93x73 2987 CC. 270/6000 37/3600 FF CEFIRO Jp
    VQ 30 DE V6 DOHC 24 V. 93x73 2987 CC. 220/6400 28/4400 4.083 FF 4 AT CEFIRO Jp
    VQ 30 DE V6 DOHC 24 V. 93x73.3 2987 CC. 193/6400 26/4000 FF CEFIRO Th
    VQ 25 DD NEO Di V6 DOHC 24 V. 85x73.3 2495 CC. 210/6400 27/4400 FF CEFIRO,CEDRIC
    VQ 25 DE V6 DOHC 24 V. 85x73.3 2495 CC. 190/6400 24/4000 3.861 FF 4 AT CEFIRO 1999
    VQ 20 DE V6 DOHC 24 V. 76x73.3 1995 CC. 155/6400 19/4400 4.430 FF 4 AT CEFIRO Jp
    VQ 20 DE V6 DOHC 24 V. 76x73.3 1995 CC. 140/6400 18.1/4400 CEFIRO Th
    VQ 23 DE V6 DOHC 24 V. - 2349 CC. 173/6000 22.9/4400 TEANA 2003
    VQ 35 DE V6 DOHC 24 V. 95.5x81.4 3498 CC. 231/5600 34/2800 TEANA 2003
    QR 25 DE 4 DOHC 16 V. - 2488 CC. 160/5600 24.5/4000 TEANA 2003 4WD
    VG 33 E V6 OHC 24 V. 87x83 3274 CC. 170/4800 27.1/2800 ELGRAND 1999
    VG 30 DETT V6 DOHC 24 V. 87x83 2960 CC. 280/6400 39/3600 3.692 FR 4 AT ---
    VG 30 DET V6 OHC 24 V. 87x83 2960 CC. 255/6000 35/3200 3.692 FR 4 AT ---
    VG 30 DE V6 OHC 24 V. 87x83 2960 CC. 230/6400 27/4800 4.083 FR 4 AT CEDRIC
    VG 30 E V6 SOHC 24 V. 87x83 2960 CC. 160/5200 25.3/3200 3.692 FR 4 AT CEDRIC
    VG 35 D E V6 DOHC 24 V. --- --- 280/6000 46/3600 --- FF 4 AT PRESIDENT 2003
    VK 45 DD V8 DOHC 32 V. 95.5x81.4 3498 CC. 231/5600 34/2800 --- FF 4 AT PRESAGE 2003
    RB 26 DETT 6 DOHC 24 V. 86x73.7 2568 CC. 280/6800 40/4400 4.111 4WD 5 MT SKYLINE 1999
    RB 26 DETT 6 DOHC 24 V. 86x73.7 2568 CC. 280/6800 37/4400 4.111 4WD 5 MT Skyline'96-'97
    RB 25 DETT 6 DOHC 24 V. 86x71.7 2498 CC. 245/6400 28/4800 4.363 FR 4 AT SkylineGTS TypeM
    RB 25 DET 6 DOHC 24 V. 86x71.7 2498 CC. 280/6400 34/3200 4.363 FR 4 AT SKYLINE,STAGEA 1999
    RB 25 DE 6 DOHC 24 V. 86x71.7 2498 CC. 190/6400 23/4800 3.538 FR 5 AT ---
    RB 25 DE 6 DOHC 24 V. 86x71.7 2498 CC. 200/6000 26/4000 LAUREL,STAGEA 1999
    RB 20 DET 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 215/6400 27/3200 4.363 FR 5 MT Skyline
    RB 20 DET 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 205/6400 27/3200 4.375 4WD 4 AT Skyline/Cefiro
    RB 20 DET 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 190/6400 24.5/4800 ---
    RB 20 DET 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 180/6400 23/3600 ---
    RB 20 DE 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 155/6400 18/5200 3.916 FR 5 MT ---
    RB 20 DE 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 152/6000 18.5/5200 4.363 FR 4 AT ---
    RB 20 DE 6 DOHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 152/6000 18.5/5200 ---
    RB 20 E 6 OHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 165/6400 19/5600 4.083 FR 4 AT ---
    RB 20 E 6 OHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 130/5600 17.5/4400 CREW
    RB 20 ET 6 OHC 24 V. 78x69.7 1998 CC. 130/5600 18.5/4000 ---
    QG 18 DD 4 DOHC 16 V. 80x88 1769 CC. 130/6000 17.7/2800 BLUEBIRD,PREMERA 1999
    QG 18 DE 4 DOHC 16 V. 80x88 1769 CC. 125/5600 16.4/4400 BLUEBIRD,TINO 1999, EXPERT
    QG 15 DE NEO 4 DOHC 16 V. 73.6x88 1497 CC. 105/6000 13.8/4400 SUNNY, WINGROAD 1999
    QG 15 DE NEO 4 DOHC 16 V. 73.6x88 1497 CC. 100/6000 13.5/4400 ADVAN
    QD 32 4 OHV. --- 3153 CC. 110/3600 22.5/2000 BIG M Jp.
    QD 32 DE 4 OHV. --- 3153 CC. 100/3600 22.5/2000 CARAVAN
    QG 13 DE NEO 4 DOHC 16 V. --- 1295 CC. 87/6000 11.5/4400 ADVAN
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 205/6000 28/4000 4.083 FR 5 MT ฝาแดง 1993
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 205/6000 28/4000 3.916 FR 4 AT ฝาดำ 1995
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 220/6000 28/4000 4.083 FR 5 MT ฝาดำ 1995
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 230/6000 28/3600 AVENIR,LIBERTY 1999
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 250/6400 28/4800 Silvia 1999
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 220/6000 28/4800 Silvia'96-'97ฝาดำ
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 205/6000 28/4000 SkylineGTS
    SR 20 DET 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 200/6000 27/4000 R'nessa1999
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 160/6400 19/4800 4.176 FR 5 MT ฝาโหนก 1995
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 150/6400 19/4800 4.111 FR 5 MT ฝาเรียบ 1993
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 150/6400 19/4800 4.083 FR 4 AT Premiraขับหน้า
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 150/6400 19/4800 4.176 FF 5 MT Premiraขับหน้า
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 150/6400 19/4800 3.827 FF 4 AT Premiraขับหน้า
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 145/6400 18.2/4800 AVENIR,RASHEEN 1999
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 145/6000 19/4800 SERENA 1999
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 140/5600 19/4800 R'nessa,LIBERTY 1999
    SR 20 DE 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 135/5600 18.2/4800 TINO 1999
    SR 20 VE NEO 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 190/7000 20/6000 5.473 FR 6 MT Premira1999
    SR 20 VET NEO 4 DOHC 16 V. 86x86 1998 CC. 280/6400 31.5/3200 --- 4WD 4 AT X-TRAIL
    SR 16 VE NEO 4 DOHC 16 V. 86x68.7 1596 CC. 175/7800 16.5/7200 PULSAR 1999
    SR 18 DE 4 DOHC 16 V. 82.5x86 1838 CC. 170/6400 17/4800 3.827 FF 4 AT ----
    SR 16 VE 4 DOHC 16 V. 86x68.7 1596 CC. 175/7800 16.5/7200 4.437 FF 5 MT ----
    GA 16 DE 4 DOHC 16 V. 76x88 1596 CC. 120/6000 15/4000 4.167 FF 5 MT ---
    GA 16 DE 4 DOHC 16 V. 76x88 1597 CC. 110/6000 14/4000 Sunny, NV
    GA 15 DE 4 DHC 16 V. 73.6x88 1497 CC. 105/6000 13.8/4000 3.895 FF 5 MT PRESEA,PULSAR,] RASHEEN 1999
    GA 15 DE 4 DHC 16 V. 73.6x88 1497 CC. 105/6000 13.8/4000 3.827 FF 4 AT PRESEA,PULSAR,] RASHEEN 1999
    CG 10 DE 4 DOHC 16 V. 71x63 997 CC. 58/6000 10.8/4000 MARCH 1999
    CG 13 DE 4 DOHC 16 V. 71x80.5 1274 CC. 82/6000 8.1/4000 MARCH 1999
    CG 13 DE 4 DOHC 16 V. 71x80.5 1274 CC. 79/6000 10.8/4000 CUBE 1999
    CA 16 DE 4 DOHC 16 V. 78x83.6 1598 CC. 120/6400 14/5200 ---
    CA 20 DE 4 SOHC 8 V. --- 1974 CC. 115/5600 17.5/2800 Bluebird 1992
    CA 18 DE 4 DOHC 16 V. 83x83.6 1809 CC. 135/6400 16.2/5200 ---
    CA 18 DET 4 DOHC 16 V. 83x83.6 1809 CC. 175/6400 23/4000 ---
    KA 24 E 4 OHC 12 V. 89x96 2389 CC. 120/5200 19.2/3600 TeranoII,BIG M 4WD
    KA 24 E 4 DOHC 12 V. 89x96 2388 CC. 150/5600 22/4400 PRESAGE 1999
    KA 24 E 4 DOHC 12 V. 89x96 2388 CC. 140/5600 20.5/2800 CARAVAN
    KA 20 DE 4 DOHC --- 1998 CC. 125/5600 17.8/3200 BIG M Jp.
    TD 42 T 6 OHV 96x96 4169 CC. 160/3600 33.7/2000 SAFARI 1999
    TD 27 T 4 OHV 96x92 2664 CC. 100/4300 22/2200 ---
    TD 27 Ti 4 OHV 96x92 2663 CC. 110/4000 24.7/2400 ---
    TD 25 Ti 4 OHV 92.9x92 2494 CC. 110/4000 245nm/2000 BigM 2001
    ZD 30 DDTi 4 DOHC 16 V. 96x102 2953 CC. 170/3600 36/1800 ELGRAND,SAFARI, TERRANO,REGULUS 1999
    ZD 30 DDTi 4 DOHC 16 V. 96x102 2953 CC. 150/3400 32/2000 Big M 2002
    ZD 30 DD 4 DOHC 16 V. 96x102 2953 CC. - - BIG M 2002
    F8 4 OHC --- 1789 CC. 90/5000 13.8/2500 VANETTE
    R2 4 OHC --- 2184 CC. 79/4250 14.1/2000 VANETTE
    QR 20 DE NEO 4 DOHC 16 V. --- 1998 CC. 150/6000 20.4/4000 PREMIRA 2001
    QR 25 DE NEO 4 DOHC 16 V. 89x100 2488 170/5600 25/4000 PREMIRA 2001
     
  15. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    MITSUBISHI


    • รุ่น จำนวนสูบ แบบฝาสูบ กระบอกสูบxช่วงชัก ความจุ แรงม้า แรงบิด เฟืองท้าย ขับเคลื่อน เกียร์ หมายเหตุ
      6G 74 V6 DOHC 24 V. 93x85.8 3496 CC. 280/6000 33/4500 4.376 FF 4 AT ---
      6G 74 V6 DOHC 24 V. 93x85.8 3496 CC. 260/6000 33/4500 Debonair
      6G 74 MIVEC V6 DOHC 24 V. 93x85.8 3496 CC. 280/6500 33.5/3000 ---
      6G 74 GDI 6 DOHC 24 V. 93x85.8 3496 CC. 220/5500 35.5/3750 Pajero 1999
      6G 73 GDI V6 DOHC 24 V. 83.5x76 2497 CC. 200/6000 25.5/3500 DIAMANTE
      6G 72 T V6 DOHC 24 V. 91.1x76 2972 CC. 280/6000 43.5/2500 4.155 4WD 6 MT GTO Twin Terbo
      6G 72 MIVEC V6 DOHC 24 V. 91.1x76 2972 CC. 270/7000 30.7/4500 3.687 FF 4 AT MIVEC
      6G 72 GDI V6 DOHC 24 V. 91.1x76 2972 CC. 240/5750 31/3500 3.333 FF 5 AT DIAMANTE
      6G 72 V6 DOHC 24 V. 91.1x76 2972 CC. 225/6000 28/4500 4.422 4WD 4 AT GTO SR
      6G 72 V6 OHC 24 V. 91.1x76 2972 CC. 200/5500 28/4500 DIAMANTE WAGON
      6G 72 V6 OHC 24 V. 91.1x76 2972 CC. 185/5500 27/4500 DELICA
      6G 72 V6 OHC 12 V. 91.1x76 2972 CC. 170/5500 25.3/3000 Debonair
      6A 12 T V6 DOHC 24 V. 78.4x69 1998 CC. 240/6000 31.5/3500 5.443 4WD 5 MT FTO GPX , GP
      6A 12 MIVEC V6 DOHC 24 V. 78.4x69 1998 CC. 200/7500 20.4/6000 4.626 FF 4 AT ELC FTO GPX , GP 1996
      6A 12 MIVEC V6 DOHC 24 V. 78.4x69 1998 CC. 200/7500 20.4/6000 3.735 FF 5 AT ELC FTO GPX , GP 1997
      6A 12 V6 DOHC 24 V. 78.4x69 1998 CC. 170/7000 19/4000 4.322 FF 5 MT FTO GPX , GP
      6A 12 V6 DOHC 24 V. 78.4x69 1998 CC. 170/7000 19/4000 4.350 FF 4 AT FTO GPX , GP
      6A 13 T V6 DOHC 24 V. 81x80.8 2498 CC. 280/5500 37/4000 4.111 4WD 5 MT Galant VR4 Type S, Type V 1999,LEGNUM VR-4
      4G 64 GDI 4 DOHC16 V. 86.5x100 2350 CC. 165/5500 23.5/5500 Galant 24 Viento 1999,LEGNUM Viento/Custom,RVR
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 280/6500 36.5/3000 4.529 4WD 5 AT EVO IV GSR หันขวา
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 280/6500 36.5/3000 4.875 4WD 5 MT EVO IV RS หันขวา
      4G 63 T 4 DOHC16 V. 85x88 1997 CC. 270/6500 31.5/3000 4.529 4WD 5 MT 4WD EVO III หันซ้าย
      4G 63 T 4 DOHC16 V. 85x88 1997 CC. 260/6500 31.5/3000 4.529 4WD 5 MT EVO II
      4G 63 T 4 DOHC16 V. 85x88 1997 CC. 250/6500 30.5/3000 4.529 4WD 5 MT EVO I
      4G 63 T 4 DOHC16 V. 85x88 1997 CC. 245/6500 30/3000 4.529 4WD 5 MT GALANT VR4 '91
      4G 63 T 4 DOHC16 V. 85x88 1997 CC. 225/6500 30/3000 4.529 4WD 5 MT GALANT VR4 '90
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 230/5500 35/2500 RVR
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 185/5500 27/3000 4.420 4WD 4 AT ECLIPSE 1991
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 220/6000 30.5/3000 4.376 FF 4 AT ELC ECLIPSE 1995
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 205/6000 29/2500 4.529 4WD 5 MT GALANT VR4 '89
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 280/6500 38/3000 EVO IV ฝากลับ ดำ-แดง
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 280/6500 39/3500 EVO VII 2001
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 280/6500 40/3500 EVO VIII 2003 Jp.
      4G 63 T 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 275/6500 37.7/3500 EVO VIII 2003 USA.
      4G 63 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 145/6000 17.5/5000 4.322 FF 5 MT 1990
      4G 63 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 148/6500 17.6/5000 4.322 FF 5 MT Galant GTi 1992
      4G 63 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 160/6500 19/4750 4.322 FF 5 MT 1995-1996
      4G 63 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 160/6500 19/4750 4.350 FF 4 AT 1995-1996
      4G 63 4 SOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 140/6000 18/4750 4.350 FF 4 AT 1990
      4G 63 4 DOHC 16 V. 85x88 1997 CC. 220/6000 30.5/2500 Eclipse 1999
      4G 64 GDI 4 DOHC 16 V. 86x100 2350 CC. 165/5500 23.5/3500 LEGNUM
      4G 94 GDI 4 DOHC 16 V. 81.5x95.8 1999 CC. 145/5700 195/3750 ASPIRE
      4G 93 T 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 215/6000 29/3000 LIBERO GT
      4G 93 T 4 SOHC 16 V. 85x88 1834 CC. 185/6000 27/3000 4.933 4WD 5 MT 1993 หันซ้าย
      4G 93 T 4 SOHC 16 V. 85x88 1834 CC. 185/6000 27/3000 4.324 4WD 4 AT ELC หันขวา 1995
      4G 93 T 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 205/6000 28/3000 4.933 4WD 5 MT LANCER GSR,MIRAGE VR-X หันขวา 1996
      4G 93 GDI 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 150/6500 18.2/4000 4.058 FF 5 MT 1997 หันขวา
      4G 93 GDI 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 150/6500 18.2/4000 4.042 FF 4 AT 1997 หันขวา
      4G 93 GDI 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 140/6000 18.5/3750 Galant Vivace,Exceed, Viento,VR-G,ASPRIE,LEGNUM Viento/ST,RVR
      4G 93 GDI 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 130/6500 18.25/3500 PAJERO iO
      4G 93 E 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 145/6500 18/4000 4.058 FF 5 MT 1993 หันซ้าย
      4G 93 E 4 DOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 145/6500 18/4000 4.042 FF 4 AT 1993 หันซ้าย
      4G 93 4 SOHC 16 V. 81x89 1834 CC. 122/6000 16.4/4500 Lancer'98
      4G 93 4 OHC 16 V. 81x89 1834 CC. 120/6000 16.2/4500 LIBERO MONTE
      4G 92 MIVEC 4 DOHC 16 V. 81x77.5 1597 CC. 175/7500 17/7000 4.625 FF 5 MT 1997 หันขวา
      4G 92 4 OHC 16 V. 81x77.5 1597 CC. 110/6000 14.5/4500 LIBERO
      4G 92 E 4 DOHC 16 V. 81x77.5 1597 CC. 175/7500 17/7000 4.592 FF 5 MT MIRAGE ASTI RX หันซ้าย 1993
      4G 92 E 4 DOHC 16 V. 81x77.5 1597 CC. 145/6000 16.5/5000 4.592 FF 5 MT MIRAGE ASTI RX หันซ้าย 1993
      4G 91 E 4 DOHC 16 V. 78.4x74.5 1496 CC. 115/6000 13.8/5000 4.062 FF 4 AT 1996 หันขวา
      4G 15 E 4 DOHC 16 V. 75.5x82 1468 CC. 110/6000 14/3000 4.042 FF 4 AT LANCER MX,EXCEED, MIRAGE EXCEED/VIE/MODRAC/ASTI หันขวา 1996
      4G 15 E 4 DOHC 16 V. 75.5x82 1468 CC. 110/6000 14/3000 4.042 FF 5 MT LANCER MX,EXCEED, MIRAGE EXCEED/VIE/MODRAC/ASTI หันขวา 1996
      4G 15 GDI 4 DOHC 16 V. 75.5x82 1468 CC. 105/6000 14.2/3500 DINCO
      4G 15 4 OHC 12 V. 75.5x82 1468 CC. 91/6000 12.4/3000 4.042 FF 4 AT LIBERO หันขวา 1996
      4G 15 4 OHC 12 V. 75.5x82 1468 CC. 91/6000 12.4/3000 4.052 FF 5 MT LIBERO หันขวา 1996
      4G 15 4 OHC 12 V. 75.5x82 1468 CC. 85/6000 12.5/3500 LIBERO
      4G 13 4 OHC 12 V. 71x82 1298 CC. 88/6000 11/2000 MIRAGE MODRAC/ASTI
      4G 13 4 OHC 12 V. 71x82 1298 CC. 79/6000 18/3500 LIBERO
      4G 13 4 SOHC 16 V. 71x82 1298 CC. 77/5500 11/4000 CHAMP II 1989
      G 12 B 4 SOHC Turbo 74x82 1410 CC. 105/5500 15.5/3000 ---
      G 32 B 4 SOHC Turbo 76.9x86 1597 CC. 120/5500 17.5/3000 Lancer 1985
      G 63 B 4 SOHC 12 V. Turbo 85x8 1997 CC. 200/6000 28.5/3500 Galant Sigma 1987
      4M 41 DI 4 DOHC 16 V. 98.5x105 3200 CC. 175/3800 39/2000 Pajero 1999
      4M 40 T 4 OHC 8 V. 95x100 2835 CC. 140/4000 32/2000 DELICA
      4M 40 4 SOHC 8 V. 95x100 2835 CC. 101/4000 198nm/2000 Starda
      4D 56 4 SOHC 8 V. 91.1x95 2477 CC. 90/4200 150nm/2500 Starda
      4D 56 T 4 SOHC 8 V. 91.1x95 2477 CC. 94/4200 23/2000 Pajero
      3G 83 3 OHC 12 V. 65x66 657 CC. 50/6500 6.3/4000 MINICA,TOPPO
      3G 83 3 SOHC 12 V. 65x66 657 CC. 48/6000 6.3/6000 TOWN BOX
      4A 30 IT 4 DOHC 20 V. 60x58.3 659 CC. 64/7000 10.2/3500 PAJERO MINI,TOWN BX, TOPPO
      4A 30 4 OHC 16 V. 60x58.3 659 CC. 60/6000 8.5/4000 TOPPO
      4A 30 4 DOHC 16 V. 60x58.3 659 CC. 52/6500 6.3/4500 PAJERO MINI
      4A 31 4 OHC 16 V. 66x80 1094 CC. 75/6000 10.2/4000 TOWN BOX
      4A 31 4 OHC 16 V. 66x80 1094 CC. 78/6000 10.5/4000 TOPPO
      8A80 GDI V8 DOHC 32 V. 86x96.8 4498 CC. 80/5000 42/4000 DIGNITY
     
  16. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    MAZDA
    รุ่น จำนวนสูบ แบบฝาสูบ กระบอกสูบxช่วงชัก ความจุ แรงม้า แรงบิด เฟืองท้าย ขับเคลื่อน เกียร์ หมายเหตุ
    JZ GE V6 DOHC 24 V. 90x77.4 2954 CC. 205/6000 27.7/3500 4.100 FR 4 AT SENTIA,929
    JZ E V6 SOHC 12 V. 90x77.4 2954 CC. 160/5500 25/2500 3.909 FR 4 AT SENTIA,929
    KJ ZEM V6 DOHC 24 V. 80.3x77.4 2254 CC. 220/5500 30/3500 3.805 FF 4 AT MILLENIA
    KL ZE V6 DOHC 24 V. 84.5x74.2 2496 CC. 200/6500 22.8/4800 4.375 FF 4 AT MILLENIA,CAPELLA
    KF ZE V6 DOHC 24 V. 78x69.6 1995 CC. 160/6500 18.3/5500 4.388 FR 5 MT MILLENIA
    FS ZE 4 DOHC 16 V. 83x92 1991 CC. 170/6800 18.4/5000 3.823 FF 5 MT CAPELLA,626 1998
    FS DE 4 DOHC 16 V. 83x92 1991 CC. 140/6300 18.2/4800 3.823 FF 5 MT CAPELLA
    FP DE 4 DOHC 16 V. 83x85 1839 CC. 135/6200 16.5/4500 FAMILIA,PREMACY
    FP DE 4 DOHC 16 V. 83x85 1839 CC. 125/6000 16.3/4500 4.105 FF 5 MT 626 1996,CAPELLA
    FP DE 4 DOHC 16 V. 83x85 1839 CC. 125/6000 16.3/4500 4.105 FF 5 MT 626 1996,CAPELLA
    FP DE 4 DOHC 16 V. 83x85 1839 CC. 115/5500 16/4500 3.850 FF 5 MT 626 1996,CAPELLA
    ZL VE 4 SOHC 78x78.4 1498 CC. 130/7000 14.4/4000 FAMILIA
    ZL DE 4 SOHC 78x78.4 1498 CC. 110/6000 14/4000 FAMILIA
    RF 4 SOHC 8 V. 86x86 1998 CC. 70/4650 13.2/2500 FAMILIA
    F8 4 SOHC 86x77 1789 CC. 92/6000 13.9/3500 626 1985
    FE 4 SOHC 86x86 1998 CC. 120/5500 17/3000 ---
    FE E 4 SOHC 86x86 1998 CC. 105/5000 16.5/5000 BONGO
    FE T 4 SOHC Turbo 86x86 1998 CC. 145/5000 22/3000 ---
    BP ZE 4 DOHC 16 V. 83x85 1839 CC. 145/6500 16.6/5000 ROADSTER
    B6 ZE 4 DOHC 16 V. 78x83.6 1597 CC. 125/6500 14.5/5000 ROADSTER
    BP ZE 4 DOHC 83x85 1839 CC. 135/7000 16/4500 4.105 FF 5 MT 323 1996
    BP BE 4 DOHC 78x83 1597 115/6000 14.5/3500 4.105 FF 5 MT 323 1996
    BP T 4 DOHC Turbo 83x85 1839 CC. 180/6000 24.2/3000 ---
    B5 ME ME 4 OHC 16 V. 78x78.4 1498 CC. 100/6000 13/4500 DEMIO
    B3 ME 4 DOHC 16 V. 71x83.6 1323 CC. 85/6000 11.2/4000 FAMILIA
    B3 ME ME 4 OHC 16 V. 71x83.6 1323 CC. 83/6000 11/4000 DEMIO
    E3 4 SOHC 77x69.6 1296 CC. 68/5800 9.7/3800 323 XG 1985
    F6 4 SOHC 81x77 1296 CC. 81/5500 12.2/3800 626 1985
    F6 A 3 OHC 12 V. 65x66 657 CC. 46/5800 5.8/4500 CAROL
    F6 A 3 SOHC 12 V. 65x66 657 CC. 60/6000 8.5/4000 LAPUTA
    13B REW T ROTARY --- --- 654x2 CC. 280/6500 32/5000 RX 7
    13B REW T ROTARY --- --- 654x2 CC. 255/6500 30/5000 RX 7
    J5 D V6 DOHC 82.7x77.4 2494 CC. 160/6000 21.5/3500 BONGO
    WL T 4 OHC 93x92 2499 CC. 125/4000 30/2000 BONGO DIESEL
    FS 4 DOHC 16 V. 83x92 1991 CC. 135/6000 18/4000 MPV
    GY V6 DOHC 24 V. 81.6x79.5 2494 CC. 170/6250 21.1/5000 MPV
    K6 A T 3 DOHC 12 V. 68x60.4 1658 CC. 64/6500 10.8/3500 AZ,LAPUTA
    Z5 DE 4 DOHC 16 V. 75.3x83.6 1489 CC. 97/5500 13.5/4000 4.105 FF 5 MT 323 1996
    W9 4 OHC 12 V. 95 x 102 2892 CC. 63/4000 20.07/2500 Fighter 2000
    RENESIS ROTARY - - 654CC.x2 250/8500 22/5500 RX-8
    20 B 3 ROTER - 654x3 280/6500 41/3000 3.909 FR 4 AT COSMO
    13 B REW 2 ROTER - 654x2 265/6500 30/5000 4.100 FR 5 MT RX 7 1997
    13 B REW 2 ROTER - 654x2 265/6500 30/5000 3.909 FR 4 AT RX 7 1997
    13 B REW 2 ROTER - 654x2 255/6500 30/5000 4.100 FR 5 MT RX 7 1996
    13 B REW 2 ROTER - 654x2 255/6500 30/5000 3.909 FR 4 AT RX 7 1996
     
  17. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    เห็นคำถามเกี่ยวกะการกระพริบไฟบอกว่ามีด่าน ผมพอรู้มาเล็กน้อยเลยเล่าสู่กันฟัง **เปิดซ้ายที ขวาที
    สลับกัน หมายความว่าให้ระวัง**
    เค้าอาจจะเบรกหรือข้างหน้ามีปัญหา อาจมีด่าน มีอุบัติเหตุ
    หรือข้างหน้าเบรกกะทันหัน สรุปก็คือให้ระวังไว้ครับ
    อย่าเพิ่งแซงขึ้นไปในตอนนี้ขับตามกันไปก่อน

    2**เปิดซ้ายอย่างเดียว
    ถ้ากรณีนี้รถวิ่งตามกันอยู่ในทางและเค้าไม่ได้เข้าจอด**
    หมายความว่า เค้ายินดีให้เราแซงขึ้นไปได้ครับ
    และถ้าหากเป็นเลนสวนแสดงว่าข้างหน้าไม่มีรถสวนให้เราแซงได้โดยปลอดภัยครับ

    3**เปิดขวา อาจเปิดค้าง หรือเปิดเป็นจังหวะ **
    ถ้ารถวิ่งตามกันอยู่แสดงว่าเค้าไม่ให้เราแซงหรือ
    เค้าอาจกำลังจะแซงรถคันหน้าหรือกำลังจะเลี้ยวขวาหรือถ้าเป็นเลนสวน
    เค้าบอกว่ากำลังมีรถสวนมาครับเพราะงั้น หากเห็นเค้าเปิดไฟเลี้ยวขวาห้ามแซงออกไปเด็ดขาดครับ
    ให้รอจนกว่าเค้าจะแซงไป
    หรือ จนกว่าเค้าจะเปิดไฟเลี้ยวซ้ายครับ

    4**ในกรณีของการขับรถตามกันหากเราแซงขึ้นไปจนพ้นจะสังเกตได้ว่าเค้าจะทำสองอย่า งครับ**

    อย่างแรกคือในจังหวะที่รถเรากำลังตีคู่กันเค้าจะเปิดไฟสูงให้เราเห็นทางข้างหน้าและลดไฟลงต่ำเมื่อเราแซงพ้น
    หรือบางคันอาจปิดไฟหน้า หากเป็นตอนกลางคืนนั่นหมายความว่า เราแซงพ้นแล้ว ให้เข้ามาในเลนได้
    แต่ถ้าเป็นกลางวันเค้าจะกระพริบไฟ 1 ทีครับ หรืออีกอย่าง
    เค้าอาจบีบแตรเบาๆเป็นสัญญาณให้ 1 ทีก็ได้ครับ แต่หลักที่นิยมทำกัน
    คือเมื่อเค้าเปิดทาง และเราแซงขึ้นไป เมื่อเราแซงไปในระดับเดียวกับรถเค้าเราจะบีบแตรสั้น 1
    ครั้งเป็นการขอบคุณและคุณมักจะได้ยินเค้าบีบตอบสั้น 1 ครั้งเช่นกัน

    แล้วถ้าขับสวนกันล่ะ ให้ดูหลายไฟหน่อยนะครับ จะมีไฟหน้า ไฟเลี้ยวและไฟหัวเก๋งครับ

    5** ขับสวนแล้วดับไฟหน้าแล้วเปิด **
    ส่วนใหญ่จะมีด่านครับหรืออีกกรณีจะมีอุบัติเหตุร้ายแรงข้างหน้า ระวังไว้ครับ

    6**กระพริบไฟหน้า **
    อันนี้ส่วนใหญ่เป็นด่านครับแล้วต้องมองดูดีๆที่ไฟเลี้ยวด้วยครับ
    กระพริบไฟหน้า
    และเปิดไฟเลี้ยวข้างที่ชี้มาทางเรา ด่านจะอยู่ฝั่งเราครับ
    แต่ถ้าเปิดไฟเลี้ยวด้านฝั่งเค้า แสดงว่ามีตำรวจอยู่ฝั่งนู้นครับ
    ตอนกลางคืนถ้าเป็นเลนสวนกันขับสวนมาดีๆแล้วกระพริบไฟหน้าครั้งเดียว บางทีอาจไม่มีอะไรครับ
    เป็นแค่การทักทาย หรือเป็นการเช็คว่าเราหลับในรึเปล่า หรือเป็นการถามว่าทางที่เราผ่านมามีอะไร
    (ตำรวจ) หรือไม่ถ้าเราไม่หลับไม่เคลิ้ม และทางสะดวกให้กระพริบไฟตอบกลับไป 1 ทีครับ

    7**เลนสวนกัน และมีขบวนรถขับสวนขึ้นมา ให้มองรถลำดับที่ 2ในแถวไว้ให้ดีนะครับถ้าเรามาคันเดียวโดด
    ยิ่งต้องระวังครับ หากรถคันที่
    2หรือคันต่อๆไปในแถวที่สวนมากระพริบไฟหรืออาจจะเบ้หัวออกมานิดหนึ่งและกระพริบไฟ
    นั่นแสดงว่ารถคันแรกในขบวนช้า เค้ากำลังจะแซงออกมาแล้วครับ หากเห็นอย่างนั้น ให้มองให้ดี
    และเตรียมชะลอความเร็ว
    ส่วนใหญ่แล้วพอเค้ากระพริบไฟ เค้าก็จะหักหัวออกมาทันทีครับ
    เราทำได้อย่างเดียวนะครับ คือค่อยๆชะลอความเร็ว
    และเบี่ยงออกไหล่ทางไม่ต้องไปต่อกร หรือไปอวดดีเด็ดขาด
    พวกนี้พอออกมาแล้วไม่กลับแน่นอนครับยิ่งถ้าพอเค้าออกมาปิด-เปิดไฟหน้า
    ตัวใครตัวมันเลยครับรับรองได้ว่าไม่หลบแน่นอน
    ทีนี้ถ้าคุณคิดว่ารถคุณแข็งกว่าเค้าแน่ๆ ก็ตามสบายครับ
    จำไว้ครับรถใหญ่บนทางหลวงเค้าไม่ลงไหล่ทางแน่นอนครับเพราะว่ารถ มันหนัก ถ้าลงไหล่ มันจะเอาไม่อยู่
    และพลิกคว่ำทันทีครับ เพราะงั้นหลบได้ก็หลบเถิด และอีกอย่างหนึ่ง รถใหญ่หนัก เค้าจะไม่ค่อยเบรกกัน
    เมื่อเค้าได้รอบได้จังหวะ เค้าจะออกมาทันที เราต้องเป็นฝ่ายหลบนะครับจริงอยู่มันอาจดูว่าเค้าผิด
    แต่หากว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วความผิดหรือถูกมันก็ไม่สำคัญเท่าชีวิตหรอกครับ
    ..........................ใช้รถ ใช้ถนน ด้วยความระมัดระวังนะครับ ท่องไว้ว่า อย่าประมาท
    อย่าประมาท................................. ไม่รู้ว่าถูกต้อง 100 เปอร์เซนต์หรือเปล่า
    ใครมีอะไรเพิ่มเติมแนะนำได้ครับ
     
  18. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    คนไทยดำรงชีวิตควบคู่กับความรักสวยรักงาม แม้แต่รถยนต์ คนไทยก็อดปรับโฉมให้สวยสุดเฉียบไม่ได้ล้อแม็ก- มิได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อความปลอดภัย ประสิทธิภาพการทรงตัว และอายุการใช้งานของรถยนต์อีกด้วย

    พื้นฐาน
    โดยผิวเผินแล้ว ล้อแม็กอาจเป็นเพียงอุปกรณ์ประดับรถยนต์ให้สวยงามเท่านั้น แต่เบื้องลึกมีผลกระทบทั้งด้านเด่นและด้อยอีกมากมาย เพราะล้อแม็กต้องถูกห่อหุ้มด้วยยางที่หมุนอยู่ตลอดการขับเคลื่อน และยึดติดอยู่กับระบบช่วงล่างซึ่งทำหน้าที่หลักในการทรงตัว

    พื้นฐานของล้อแม็กถูกพัฒนาขึ้นต่อเนื่องจากการใช้กระทะล้อเหล็กแบบดั้งเดิม โดยนำวัสดุที่มีน้ำหนักเบามาผลิตเป็นกระทะล้อ แทนการผลิตแบบเหล็กอัดขึ้นรูปแล้วนำมาเชื่อมประกบกัน แมกนีเซียมเป็นวัสดุที่ถูกนำมาผลิตแทนเหล็กเป็นกระทะล้อแบบใหม่ ตั้งแต่หลายสิบปีที่ผ่านมาการลดน้ำหนักกระทะล้อลงมีหลายจุดประสงค์ อาจมีเพียงจุดประสงค์เดียวหรือหลายจุดประสงค์ร่วมกัน จากคุณสมบัติเด่นของล้อแม็กดังนี้

    ช่วยระบายความร้อน
    เหล็กอมความร้อนมากกว่าแมกนีเซียมหรืออะลูมินั่มอัลลอย เมื่อกระทะล้อร้อน ยางก็ร้อนตาม และจานเบรก-ผ้าเบรกที่อมความร้อนก็จะลดแรงเสียดทานในการเบรกลง จุดประสงค์นี้มักเน้นในวงการรถแข่ง

    ลดภาระระบบช่วงล่าง
    เช่นเดียวกับการยืดแขนตรงออกไปแล้วมีสิ่งของหนักหรือเบาแขวนอยู่ที่มือ สิ่งของน้ำหนักเบาย่อมเบาแรงและขยับแขนได้ง่ายกว่า นอกจากนั้นยังเพิ่มอายุการใช้งานของระบบช่วงล่างได้เล็กน้อยอีกด้วย

    ลดแรงต้านการหมุน
    กระทะล้อและยางที่มีน้ำหนักมากย่อมหมุนได้ยากกว่า หากลดแรงต้านได้ อัตราเร่งจะดีขึ้น และประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย

    สามารถเพิ่มขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกระทะล้อ
    เพื่อใส่จานดิสก์เบรกขนาดใหญ่มากๆ หรือเพื่อความสวยงาม โดยยังสามารถควบคุมน้ำหนักของกระทะล้อไว้ได้จากวัสดุน้ำหนักเบา จุดประสงค์นี้มักเน้นในวงการรถแข่ง หรือรถยนต์ทั่วไปที่อยากเพิ่มความสวย หรืออยากใส่ยางแก้มเตี้ยลงแต่ต้องการรักษาเส้นรอบวงเดิมไว้

    ความสวยงาม
    วัสดุที่นำมาผลิตล้อแม็กมีสีเงินวาววับ และสามารถออกแบบลวดลายได้หลากหลาย ต่างจากกระทะล้อเหล็กที่ต้องพ่นสีทับและมีลวดลายจำกัด แท้จริงแล้วจุดประสงค์นี้เป็นผลพลอยได้ แต่กลายเป็นจุดเด่นหลักของล้อแม็กไปแล้ว

    การผลิต
    ในอดีตล้อแม็กได้รับความนิยมในกลุ่มรถแข่ง และมีจำหน่ายไม่แพร่หลายนัก เพราะมีต้นทุนการผลิตสูงจากความซับซ้อนของกระบวนการผลิต และโลหะแมกนีเซียมที่มีน้ำหนักเบามากๆ แม้มีราคาแพง แต่ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะรถแข่งมีค่าใช้จ่ายเหลือเฟือ ซึ่งต้องการลดแรงต้านการหมุนให้น้อยที่สุด และความร้อนจากจานเบรกก็สูงมาก

    เมื่อความสวยงามกลายเป็นจุดเด่นของการเลือกใช้ล้อแม็กสำหรับรถยนต์ทั่วไป อะลูมินั่มอัลลอยที่มีราคาถูกกว่า ผลิตง่าย และมีน้ำหนักพอเหมาะ จึงถูกนำมาทดแทนในการผลิตล้อแม็ก (แต่แยกออกไปเป็นหลายระดับราคาและคุณภาพ) ผู้ผลิตล้อแม็กคุณภาพสูง ชื่อดัง ราคาแพง มักเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง เพื่อให้ทนทานต่อแรงกระแทก โดยในขั้นตอนการหลอมมีการผสมระหว่างวัสดุหลัก คือ อะลูมินั่มอินกอต, แมกนีเซียม, สตอนเซียม และซิลิกอน ตามสูตรอันแตกต่างของผู้ผลิตแต่ละราย

    ล้อแม็กที่ผลิตจากอะลูมินั่มอัลลอย ได้รับความนิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน มีชื่อเรียกสั้นๆ ว่า -ล้อแม็ก- ซึ่งย่อมาจาก -ล้อแมกนีเซียม- แม้ไม่ได้มีการผลิตด้วยแมกนีเซียมเป็นหลักแล้วก็ตาม

    แบ่งตามวิธีผลิต
    มี 3 วิธีหลัก แตกต่างกันไปตามคุณภาพ ความยุ่งยากในการผลิต และต้นทุน

    ตักเท
    คุณภาพไม่สูง แต่ผลิตสะดวก ใช้เครื่องมือไม่ซับซ้อนและต้นทุนต่ำ หลอมเนื้อวัสดุด้วยความร้อนจนเหลว เทจากด้านบนลงสู่แม่พิมพ์ด้านล่าง เมื่อแข็งตัวแล้วถอดออกมากลึงให้เรียบ เจาะรู และเสริมความสวยต่อไป ล้อแม็กที่ผลิตด้วยวิธีนี้มีราคาถูก เนื้อไม่แน่น อาจมีฟองอากาศที่ไม่สามารถไล่ออกได้แทรกอยู่ภายใน จึงไม่ค่อยแข็งแรงและคด-แตกง่าย แพร่หลายที่สุดเพราะราคาถูก ถ้าเป็นอะลูมินั่มอัลลอยคุณภาพสูงและมีความละเอียดในการผลิต ก็พอใช้ได้

    แรงดันตํ่า
    คุณภาพดี ต้นทุนสูง และมีราคาเหมาะสมกับความแข็งแรง แม่พิมพ์อยู่ด้านบน หลอมอะลูมินั่มอัลลอยด้วยความร้อนจนเหลวที่เตาด้านล่าง ส่งผ่านท่อซึ่งต่อขึ้นสู่แม่พิมพ์ด้านบนด้วยแรงดันต่ำพอเหมาะ ไม่น้อยหรือช้าเกินไปจนเต็ม เพื่อไล่ฟองอากาศจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบน เมื่อแข็งตัวเรียบร้อยแล้วถอดออกมากลึงเรียบ เจาะรู และเสริมความสวยต่อไปได้รับความนิยมทั้งจากผู้ผลิตและผู้บริโภคมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะล้อแม็กมีเนื้อแน่น ฟองอากาศน้อย แข็งแรงทนทานต่อการคด-แตก ถ้ามีโอกาสควรเลือกใช้

    แรงดันสูง
    คุณภาพดี ต้นทุนสูง และราคาแพง แม่พิมพ์ปิดผนึก หลอมอะลูมินั่มอัลลอยด้วยความร้อนจนเหลว ส่งผ่านท่อซึ่งต่อเข้าสู่แม่พิมพ์ด้วยแรงดันสูงจนเต็ม พร้อมไล่ฟองอากาศออกไป เมื่อแข็งตัวเรียบร้อยแล้วถอดออกมากลึงเรียบ เจาะรู และเสริมความสวยต่อไป ได้รับความนิยมจากทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคไม่มากนัก แม้ล้อแม็กมีเนื้อแน่น ฟองอากาศน้อย แข็งแรงทนทานต่อการคด-แตก แต่ต้นทุนเครื่องมือสูงเกินความเหมาะสมกับคุณภาพที่ได้ เลือกล้อแม็กที่ผลิตด้วยวิธีแรงดันต่ำที่ดีก็เพียงพอแล้ว

    แบ่งตามจำนวนชิ้น/วง
    1 ชิ้น และ 2-3 ชิ้น (ไม่นับชิ้นที่ปิดดุมหรือนอตตรงกลาง) ล้อแม็กแบบ 1 ชิ้น แพร่หลายและได้รับความนิยมที่สุด เป็นชิ้นเดียวทั้งวง การผลิตไม่ซับซ้อนและต้นทุนไม่สูง

    ล้อแม็กแบบแยกชิ้น
    มีจุดประสงค์หลักคือต้องการลดน้ำหนัก หรือเพิ่มความสวย แต่มีราคาและต้นทุนสูง สามารถลดน้ำหนักได้โดยแยกหล่อชิ้นหน้าแปลนตรงกลาง และส่วนขอบใช้วิธีรีดวัสดุ เช่น อะลูมิเนียม ให้บางและเบา แล้วนำมาประกบกันด้วยการยึดนอตหรือเชื่อม เพราะการหล่อทั้งวงย่อมทำให้บางเบาหรือสวยไม่ได้เท่าการรีดขึ้นรูปส่วนขอบล้อแม็กแบบ 2 ชิ้น ผลิตขอบล้อ 1 ชิ้น และหน้าแปลนช่วงกลาง 1 ชิ้น

    ล้อแม็กแบบ 3 ชิ้น ผลิตขอบล้อ 2 ชิ้น แล้วนำมาเชื่อมกันก่อน หรือประกบยึดนอตพร้อมหน้าแปลนช่วงกลางอีก 1 ชิ้น
    นอกจากล้อแม็กแบบแยกชิ้นมีความโดดเด่นในเรื่องการแยกชิ้นผลิตเพื่อลดน้ำหนักแล้ว ยังสามารถแยกผลิตให้ล้อแม็กลวดลายเดียวมีหลายขนาดความกว้าง หรือความกว้างเดียวมีหลายลวดลาย ด้วยการจับคู่สลับกันระหว่างขอบล้อกับหน้าแปลนช่วงกลางอีกด้วยจำนวนชิ้นต่อล้อแม็ก 1 วง ยังเกี่ยวข้องกับความสวยงามและการแยกชิ้นซ่อมแซม ล้อแม็กหลายชิ้นมักดูสวยกว่า จนล้อแม็กชิ้นเดียวบางลวดลาย ออกแบบหลอกให้ดูเหมือนเป็นล้อแม็กหลายชิ้นด้วยการฝังนอตตัวเล็กรอบๆ

    ตรวจสอบและเสริมความสวย
    ไม่ว่าผลิตล้อแม็กด้วยวิธีใดหรือกี่ชิ้นต่อวง หลังการหล่อออกจากแม่พิมพ์ต้องมีการตัดแต่งส่วนเกินและอบแข็ง และต้องมีการตรวจสอบความแข็งแรงเบื้องต้นเสมอ หากตรวจสอบผ่านจึงเข้าสู่ขั้นตอนการกลึงละเอียดพร้อมเจาะรู แล้วทดสอบการรั่วของแรงดันลมโดยใช้แผ่นยางประกบ อัดลมแรงดันสูงเข้าไปแล้วแช่น้ำ เพราะล้อแม็กต้องใช้กับยางแบบไม่มียางใน จึงต้องเก็บลมได้สมบูรณ์ หากทดสอบผ่านก็เข้าสู่ขั้นตอนการเสริมความสวย แบ่งเป็น 2 วิธี คือ พ่นสี หรือปัดเงา

    วิธีปัดเงาสวยกว่า แต่เนื้อวัสดุต้องเรียบ สีสวย และเนื้อแน่น โดยไม่สามารถเลือกสีให้แปลกออกไปได้เหมือนวิธีแรกที่นิยมกว่า ทั้ง 2 วิธีจะสวยและคงสภาพได้นานเพียงไรขึ้นอยู่กับรายละเอียด เช่น ถ้าใช้สีแห้งช้าเคลือบแล็กเกอร์ดีๆ จะให้ความทนทานสูงกว่าการใช้สีแห้งเร็วหรือสเปรย์กระป๋องธรรมดา หรือถ้าปัดเงาโดยไม่เคลือบแล็กเกอร์ดีๆ ไม่นานก็หมอง ทั้งในการเลือกซื้อหรือการซ่อม อย่ามองข้ามรายละเอียดของการเสริมสวยทั้งในด้านความชอบและความคงทน

    ขนาด
    การระบุขนาดของล้อแม็กมีอยู่ 2 จุดมีหน่วยเป็นนิ้ว คือ เส้นผ่าศูนย์กลาง หรือเรียกสั้นๆ ว่าขอบ...นิ้ว เช่น 13, 15,...นิ้ว ต้องพอดีกับเส้นผ่าศูนย์กลางของยาง (มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร) ที่จะนำมาใส่ และความกว้างหรือเรียกสั้นๆ ว่ากว้าง...นิ้ว มีหน่วยจำนวนเต็มหรือ .5 เช่น 5, 5.5, 8,...นิ้ว เกี่ยวข้องกับหน้ากว้างของยางที่จะนำมาใส่ เมื่อเรียกรวมกันจะระบุบนตัวล้อแม็ก เช่น ขนาด 6 X 15 นิ้ว หมายความว่าหน้ากว้าง 6 นิ้ว เส้นผ่าศูนย์กลาง 15 นิ้ว

    ในรถยนต์คันเดียวกัน ล้อแม็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางมาก ยิ่งสวย และมีราคาแพง ต้องใช้ยางแก้มเตี้ย คด-แตกง่าย ส่วนล้อแม็กหน้ากว้าง ดูดุดันเต็มซุ้มล้อ แต่ยางอาจติดตัวถังด้านในหรือขอบบังโคลนด้านนอก เป็นภาระกับช่วงล่างมากขึ้น

    ระยะ PCD
    PCD-PITCH CIRCLE DIAMETER หมายถึง ระยะห่างของรูนอตบนตัวล้อแม็กและดุมล้อที่ต้องเท่ากัน โดยวัดจากกึ่งกลางรูนอตทุกตัวลากเส้นเป็นวงกลม แล้ววัดผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง มีหน่วยเป็นมิลลิเมตร ถ้าเป็นจำนวนเลขคู่ 4 หรือ 6 รูนอตต่อ 1 ล้อ ก็สามารถวัดจากกึ่งกลางรูนอตด้านหนึ่งไปยังด้านตรงข้ามได้เลย แต่ถ้าเป็นจำนวนเลขคี่ 3 หรือ 5 รูนอต ต้องวัดจากแนววงกลมกึ่งกลางรูนอตผ่านเส้นผ่าศูนย์กลาง

    รถยนต์ขนาดเล็กมักมี 4 รูนอตต่อ 1 ล้อ และรถยนต์ขนาดใหญ่ขึ้นไปมักมี 5-6 รูนอต เพื่อความแน่นหนาในการยึดล้อเข้ากับดุมล้อ ระยะ PCD
    ของรถยนต์รุ่นใหม่แบบ 4 รูนอต นิยมที่ 100 มิลลิเมตร ส่วนระยะ PCD อื่นมีมากมาย เช่น 98, 108, 110, 114.3 (มาจาก 5 5/8 นิ้ว), 120, 130 มิลลิเมตร ฯลฯ

    หากล้อแม็กกับดุมล้อมีระยะ PCD ไม่ตรงกัน มีหลายวิธีดัดแปลง เช่น เจาะดุม เจาะล้อแม็ก คว้านรูนอตเดิมแล้วอัดบู๊ชแบบเยื้อง และใส่อแดปเตอร์ ฯลฯ แต่ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจด้อยกว่ามาตรฐานจนเกิดอาการล้อสั่นหรือไม่ได้สมดุลขึ้นได้ และยังมีล้อแม็กหลายยี่ห้อหลายรุ่นให้เลือกอีกมากที่มีระยะ PCD ตรงกับดุมล้อ หากชอบล้อแม็กลวดลายนั้นจริงอาจดัดแปลงได้ แต่ต้องใช้ฝีมือช่างและความละเอียดมากๆ (กลายเป็นเรื่องปกติของวงการตกแต่งรถยนต์ของคนไทยไปแล้ว)

    ปัจจุบันล้อแม็กหลายรุ่นมีการเจาะรูนอตไว้เผื่อสำหรับรถยนต์หลายรุ่นมาเสร็จสรรพ เช่น 1 วง มี 8 รูนอต โดย 4 รูนอตมีระยะ PCD 100 มิลลิเมตร และอีก 4 รูนอตมีระยะ PCD 114.3 มิลลิเมตร หรือล้อแม็กหลายรุ่นไม่มีการเจาะรูไว้เลย เพื่อให้เลือกเจาะเองได้ตามสะดวกก็มี

    ออฟเซต
    OFFSET-ออฟเซต คือ ตำแหน่งของหน้าแปลนด้านหลังของล้อแม็กที่ต้องยึดติดกับดุมล้อ เมื่อเปรียบเทียบกับกึ่งกลางล้อแม็กด้านขวาง ระบุเป็นบวกหรือลบด้วยหน่วยมิลลิเมตรบนตัวล้อแม็กด้านหน้าหรือด้านหลัง เช่น 0, +30, -25 ฯลฯ ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตเท่ากัน อาจยื่นออกมาจากดุมล้อไม่เท่ากัน ถ้าความกว้างของล้อแม็กไม่เท่ากัน เช่น ล้อแม็ก 2 วง มีค่าออฟเซต 0 มิลลิเมตรเท่ากัน คือ หน้าสัมผัสของล้อแม็กกับดุมอยู่ตรงกลางพอดี แต่วงหนึ่งมีความกว้าง 6 นิ้ว กับอีกวงมีความกว้าง 7 นิ้ว วงแรกจะยื่นออกมาจากดุม 3 นิ้ว และวงหลังจะยื่นออกมา 3.5 นิ้ว ทั้งที่มีค่าออฟเซต 0 มิลลิเมตรเท่ากัน

    ค่าออฟเซตน้อยหรือลบมากเกินไป
    ล้อแม็กจะยื่นออกมาจากดุมล้อมาก แต่ถ้ามีระยะออฟเซตมากหรือบวกมากเกินไป ล้อแม็กจะหุบเข้าไปในตัวถัง เช่นล้อแม็ก 2 วงมีขนาดเท่ากันทุกอย่าง ทั้งเส้นผ่าศูนย์กลางและหน้ากว้าง ยกเว้นค่าออฟเซต ล้อแม็กวงหนึ่ง -20 มิลลิเมตร และอีกวง +10 มิลลิเมตร วงแรกเมื่อใส่เข้ากับตัวรถยนต์จะยื่นออกมามากกว่าอีกวง 30 มิลลิเมตร (-20+10=30 มิลลิเมตร)

    รถยนต์ขับเคลื่อนล้อหลังมักกำหนดให้ใช้ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตเป็นลบ หรือบวกไม่มากนัก ดูแล้วล้อแม็กจะเป็นหลุมลงไป และรถยนต์ขับเคลื่อนล้อหน้า (หรือขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นใหม่) มักใช้ล้อแม็กค่าออฟเซตเป็นบวก ดูแล้วล้อแม็กจะหน้าเต็มๆ เพราะในการออกแบบและทดสอบพบว่า ล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตมากหรือบวกมาก เมื่อยางแตกรถยนต์จะเสียการทรงตัวน้อย

    การเปลี่ยนล้อแม็กวงโตกับยางแก้มเตี้ย เช่น ล้อแม็กขอบ 16-17 นิ้ว กับยาง 45-50 ซีรีส์ ตามความนิยมเพิ่มความสวย คนส่วนใหญ่มักมีมุมมองเบื้องต้นว่ายางจะติดขอบบังโคลนด้านใน เพราะมีขนาดล้อแม็กเพิ่มขึ้น ทั้งที่อาจเกี่ยวข้องกับค่าออฟเซตที่น้อยเกินไป ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการยื่นหรือหุบเข้าไปของล้อแม็กกับขอบบังโคลนของตัวถัง เช่น เปลี่ยนล้อแม็กวงโตแล้วยางกระแทกขอบบังโคลนเมื่อรถยนต์ถูกโหลดลดความสูงหรือยุบตัวมากๆ ทำให้หลายคนรีบสรุปว่าล้อแม็กมีเส้นผ่าศูนย์กลางมากเกินไป เช่น ขอบ 16-17 นิ้ว ทั้งที่จริงแล้วอาจมีปัญหามาจากค่าออฟเซต ในความเป็นจริง ยางจะติดขอบบังโคลนด้านในหรือเปล่า ? อยู่ที่ 2 กรณีหลัก คือ ขนาดของล้อแม็กและยาง และค่าออฟเซตของล้อแม็ก

    ถ้าไม่เลือกล้อแม็กขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางใหญ่เกินไป เช่น โตโยต้า โคโรลล่า เลือกล้อแม็กขอบ 15-16 นิ้ว แล้วยางยังกระแทกขอบบังโคลนด้านในโดยส่วนใหญ่จะเกิดปัญหาจากค่าออฟเซตไม่เหมาะสม คือ ล้อแม็กและยางจะยื่นเลยออกมานอกแนวขอบบังโคลน เมื่อโหลดลดความสูงของตัวถังลงมาหรือรถยนต์ยุบตัวมากๆ ขอบบังโคลนด้านในจะกระแทกกับยางจนเกิดเสียงดังและยางเสียหาย

    ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนว่า แม้จะใส่ล้อแม็กแค่ 13 นิ้ว แต่ถ้าออฟเซตลบมากๆ จนล้อแม็กยื่นออกมาเลยขอบบังโคลนด้านใน ยางก็ยังมีโอกาสถูกกระแทกได้การเลือกเปลี่ยนล้อแม็กขนาดใหม่ ควรอ้างอิงค่าออฟเซตกับล้อแม็กมาตรฐานเดิม โดยอ่านจากตัวล้อแม็กบริเวณด้านหน้าหรือด้านหลังตามหลักการ ไม่ควรเลือกล้อแม็กที่มีค่าออฟเซตต่างจากมาตรฐานเดิมเกิน 5-10 มิลลิเมตร แต่ในทางปฏิบัติสามารถประยุกต์ได้ ล้อแม็กที่ใส่แล้วสวยคือใส่แล้วดูเต็มบังโคลน แต่เมื่อรถยนต์ยุบตัว ยางต้องไม่กระแทกกับขอบบังโคลน หรือเรียกกันกลายๆ ว่า ปริ่มขอบบังโคลน

    การเลือกแบบประยุกต์หรือสูตรสำเร็จก็คือ ลองใส่ล้อแม็กพร้อมยาง แล้วนำรถยนต์ขับเดินหน้า-ถอยหลังสัก 4-5 ครั้ง เพื่อให้ช่วงล่างปรับเข้าสู่ระยะปกติ หาคนนั่งในรถยนต์บนเบาะหลัง 2-3 คน พร้อมขย่มตัวถังเหนือล้อหลัง แล้วดูว่าริมขอบบังโคลนด้านในยุบลงมากระแทกยางหรือเปล่า ถ้าสามารถพับหรือเจียร์ขอบบังโคลนด้านในหลบได้ก็จัดการไปเลย โดยต้องระวังไม่ให้สีด้านนอกเสียหาย แต่ถ้าติดมาก คือพับหรือเจียร์ขอบบังโคลนด้านในแล้วยังไม่น่าจะพ้น ก็หมดสิทธิ์ใส่ล้อแม็กชุดนั้น แม้ตัวรถยนต์ไม่ได้โหลดลดความสูงลง แต่ก็ต้องทดลองขย่มเผื่อไว้สำหรับการบรรทุกหนักหรือการกระแทกที่อาจเกิดขึ้นได้

    ค่าออฟเซตมากหรือบวกเกินไป
    ล้อและยางจะหุบเข้าไปในตัวถัง ดูไม่สวย อาจติดช่วงล่างบางชิ้น ฐานล้อระหว่างซ้าย-ขวาน้อยลง และสูญเสียประสิทธิภาพการทรงตัวลงไป

    การดัดแปลงค่าออฟเซต
    ความอยากสวยห้ามกันยาก เมื่อล้อแม็กลวดลายนั้นประทับใจมาก แต่ค่าออฟเซตน้อย-มากเกินไป จนล้อหุบ-ล้น หรือระยะ PCD ไม่เท่ากัน หรือจำนวนรูนอตไม่เท่ากันระหว่างดุมล้อกับล้อแม็ก สามารถดัดแปลงในหลายกรณีได้ดี แต่บางกรณีแย่และควรหลีกเลี่ยง

    ค่าออฟเซตน้อยหรือติดลบเกินไป
    ถ้าล้อแม็กจะล้นออกมาเกินปกติ แสดงว่าค่าออฟเซตน้อยหรือติดลบเกินไป เมื่อรถยนต์ยุบตัวลงหรือโหลด ยางอาจกระแทกกับขอบบังโคลนด้านใน ถ้าติดหรือกระแทกไม่มาก ก็สามารถพับหรือเจียร์ขอบบังโคลนหลบได้ แต่ต้องระวังไม่ให้สีด้านนอกเสียหายถ้ายังไม่พ้นลองพลิกดูด้านหลังล้อแม็กบริเวณหน้าสัมผัส ว่ามีเนื้อหนาพอจะเจียร์ให้บางลงสัก 2-3 มิลลิเมตรได้ไหม ถ้าเจียร์ได้ก็ยังพอเพิ่มค่าออฟเซตให้ล้อหุบเข้าไปได้อีกเล็กน้อย แต่ต้องแน่ใจว่าล้อแม็กจะไม่บางเกินไปจนแตกหักง่าย

    ค่าออฟเซตมากไป
    หากล้อแม็กหุบเข้าไปเกินปกติ แสดงว่าค่าออฟเซตมากไป กรณีนี้ไม่เกี่ยวกับปัญหายางกระแทกขอบบังโคลน แต่อาจดูไม่สวย และล้อหรือยางจะติดขัดกับช่วงล่างบางชิ้นหรือซุ้มล้อด้านใน ถ้าไม่มาก สามารถใช้แผ่นอะลูมิเนียมรองแบนกลมบางๆ สเปเซอร์-SPACER ซึ่งมีจำนวนรูให้นอตร้อยผ่านเท่ากับระยะ PCD แทรกระหว่างล้อแม็กกับดุมล้อ เพื่อให้ล้อแม็กล้นออกมามากขึ้น

    ถ้ารองสเปเซอร์ไม่หนานัก ยังใช้นอตล้อเดิมได้และไม่ค่อยมีผลต่อการแกว่ง แต่ถ้าต้องรองหนากว่า 10 มิลลิเมตร (1 เซนติเมตร) ต้องเปลี่ยนนอตล้อยาวขึ้นหรือแบบพิเศษ เพื่อให้มีเกลียวยาวยึดได้แน่น แต่ยังเสี่ยงต่อการแกว่งหรือสั่นถ้าต้องรองสเปเซอร์หนามากเกิน 20-30 มิลลิเมตร อาจมีการใช้สเปเซอร์พิเศษ ที่มีนอตล้อเพิ่มอีกชุด (ดูคล้ายอแดปเตอร์ แต่จำนวนรูนอตและระยะ PCD เท่าเดิม) โดยมีตัวสเปเซอร์แบบหนายึดเข้ากับดุมด้วยนอตล้อชุดเดิม แล้วมีนอตล้อชุดใหม่ยื่นออกมาจากสเปเซอร์เพื่อยึดกับล้อแม็ก

    ตัวสเปเซอร์แผ่นรองแทรกควรมีน้ำหนักเบาที่สุด เพราะแค่มีการยื่นออกมาของล้อแม็กมากๆ ก็สร้างภาระให้กับช่วงล่างมากอยู่แล้ว เมื่อต้องเสริมแผ่นรองหนาพิเศษก็ยิ่งมีน้ำหนักมาก สร้างภาระมากขึ้นไปอีก

    ระยะ PCD ไม่ลงตัวหรือจำนวนรูนอตไม่เท่ากัน
    ไม่ใช่ใส่แล้วล้อแม็กหุบหรือล้นเกินไป แต่ยังใส่ล้อแม็กเข้าไปไม่ได้เลย เพราะรูนอตบนล้อแม็กกับดุมล้อไม่ตรงกันการแก้ไขมี 3 วิธีหลัก คือ แก้ไขล้อแม็ก แก้ไขดุมล้อ หรือทำอแดปเตอร์แทรก

    แก้ไขล้อแม็ก
    มีหลายวิธี เช่น 4 รูนอต PCD ใกล้เคียงกัน แล้วมีค่าออฟเซตเหมาะสมอยู่แล้ว เช่น 4 รูนอต PCD 100 แก้ไขเป็น 114.3 มิลลิเมตร หรือ 120 แก้ไขเป็น 114.3 มิลลิเมตร มักดัดแปลงด้วยการคว้านรูนอตเดิมบนล้อแม็กให้ใหญ่ขึ้น แล้วอัดบู๊ชเหล็กใหม่เข้าไปให้ได้ระยะหากเนื้อของล้อแม็กด้านข้างรูนอตยังเต็มหรือเหลือพอทั้งด้านหน้า-ด้านหลัง สามารถเจาะรูเพิ่มจากเดิมได้ แต่ต้องได้ศูนย์และตรงกับระยะ PCD พอดี

    หากไม่สามารถขยายรูนอตและใส่บู๊ชใหม่ได้ หรือไม่มีเนื้อของล้อแม็กให้เจาะรูใหม่ได้ อาจใช้วิธีเชื่อมอุดรูนอตเดิมแล้วเจาะรูนอตใหม่ ทำได้ แต่ต้องมั่นใจว่าเนื้อวัสดุที่เชื่อมอุดผสานกับเนื้อวัสดุเดิมโดยไม่เปราะ และการเจาะรูนอตใหม่ต้องได้ศูนย์จริงๆ

    แก้ไขที่ดุมล้อ
    มักทำไม่ค่อยได้ เพราะไม่ค่อยมีเนื้อโลหะให้เยื้องหรือเจาะรูนอตใหม่ได้ แต่ถ้าทำได้ ต้องแน่ใจว่าได้ศูนย์จริงๆ

    ทำอแดปเตอร์-ADAPTER
    อแดปเตอร์ คือ แผ่นรองหนา 1-3 นิ้ว ผลิตจากเหล็กหรืออะลูมิเนียม สำหรับแทรกระหว่างล้อแม็กกับดุมล้อที่มีระยะ PCD หรือจำนวนรูนอตไม่เท่ากัน มีรูสำหรับยึดอแดปเตอร์เข้ากับดุมล้อ 1 ชุด บนด้านนอกของอแดปเตอร์มีเกลียวหรือนอตล้อสำหรับยึดกับล้อแม็ก

    ไม่ต้องดัดแปลงทั้งดุมล้อและล้อแม็ก แต่ล้อแม็กชุดนั้นต้องมีค่าออฟเซตมากหรือบวกมากเกินไป คือ ใส่ล้อแม็กแล้วหุบเข้าไปมาก เพราะการทำอแดปเตอร์แทรกต้องมีความหนาเพิ่มขึ้น ทำให้ล้อแม็กยื่นออกจากตัวรถยนต์มากขึ้น หากล้อแม็กยื่นออกมามากอยู่แล้ว เมื่อทำอแดปเตอร์แทรกในความหนา 1-2 นิ้ว ก็ยิ่งล้นออกมาจนเกิดปัญหา

    หากเลือกใช้วิธีนี้ นอกจากล้อแม็กชุดนั้นต้องมีค่าออฟเซตมากหรือบวกมาก อแดปเตอร์ต้องมีการเจาะรูนอตได้ศูนย์ และมีน้ำหนักไม่มากจนสร้างภาระกับระบบช่วงล่างมากเกินไป

    อย่ามองข้ามขนาดรูกลางของล้อแม็ก
    รถยนต์ทุกคันต้องมีแกนกลางของดุมล้อนูนออกมา เพื่อสวมทะลุเข้าสู่รูกลางบนตัวล้อแม็ก นอกจากต้องมีระยะ PCD, ค่าออฟเซต และขนาดโดยรวมของล้อแม็กเหมาะสมแล้ว ขนาดรูกลางของล้อแม็กต้องกว้างเท่ากันพอดีกับแกนดุมล้อ เพื่อป้องกันการสะบัดหรือแกว่งของล้อแม็ก แม้นอตล้อจะยึดแน่นอยู่แล้วก็ตาม หากขนาดรูกลางของล้อแม็กเล็กเกินไป ย่อมสวมเข้ากับดุมล้อไม่ได้ ต้องกลึงคว้านด้วยความละเอียดให้มีขนาดรูกลางเท่ากับแกนดุมล้อพอดี อย่าให้หลวมถ้าขนาดรูกลางของล้อแม็กใหญ่กว่าแกนดุมล้อ ควรอัดบู๊ชหรือคว้านแล้วอัดบู๊ชให้พอดีกัน เพื่อป้องกันการแกว่ง

    หากต้องการรองสเปเซอร์หนุนล้อแม็กออกมาในล้อหน้า หรือเมื่อต้องรองหนาถึง 1 เซนติเมตรขึ้นไป ด้านในของสเปเซอร์ต้องมีขนาดพอดีกับแกนดุมล้อ ส่วนด้านนอกต้องมีบ่ายื่นออกมาเป็นแกนสำหรับใส่ล้อแม็กสวมเข้าไป ในขนาดเท่ากับขนาดรูกลางของล้อแม็ก คือ สวมแล้วแน่นทั้งตัวสเปเซอร์กับดุมล้อและสเปเซอร์กับรูกลางล้อแม็ก เช่นเดียวกับการรองอแดปเตอร์เปลี่ยนระยะ PCD หรือจำนวนนอตล้อ แกนกลางก็ต้องสวมกันได้แน่นพอดีทุกจุดทั้งนอกและใน
     
  19. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    ต้องขอขอบคุณrcwebนะครับที่ทำให้ผมได้หาข้อมูลเหล่านี้มาให้แกCLUB
     
  20. oat_dna

    oat_dna Active Member Moderator

    2,715
    8
    38
    พอนั่งอ่านดูเจ๋งดีคร้าบเปงความรู้ม๊ากๆๆ เท็งกิ้วหลายเด้อ
     
  21. BEER_A31

    BEER_A31 New Member Member

    25
    0
    0
    ดีคับเป็นความรู้ดี (ตาลาย) อิอิ
     
  22. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    คนหามาหน้าตาดีครับ อิอิ
     
  23. oat_dna

    oat_dna Active Member Moderator

    2,715
    8
    38
    อันนี้มันรู้สึกว่าไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไรอะนะ
     
  24. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    รถยางแตก รถจมน้ำ ทำอย่างไร

    จะทำอย่างไรเมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถอยู่ มีประโยชน์มาก และช่วยกันส่งต่อด้วยนะ ขับรถให้ปลอดภัย
    =====================
    กรณีที่ 1 เมื่อยางรถระเบิดขณะขับรถ มีข้อแนะนำให้ปฏิบัติดังนี้
    1. มือทั้งสองต้องจับอยู่ที่พวงมาลัยอย่างมั่นคง
    2. ถอนคันเร่งออก
    3. ควบคุมสติให้ดีอย่าตกใจ มองกระจกหลังเพื่อให้ทราบว่ามีรถใดตามมาบ้าง
    4. แตะเบรกอย่างแผ่วเบาและถี่ๆ อย่าแตะแรงเป็นอันขาด เพราะจะทำให้รถหมุน
    5. ห้ามเหยียบคลัตช์โดยเด็ดขาดเพราะถ้าเหยียบคลัตช์รถจะไม่เกาะถนนรถจะลอยตัว และจะทำให้บังคับรถได้ยากยิ่งขึ้น อาจเสียหลัก เพราะการเหยียบคลัตช์เป็นการตัดแรงบิดของเครื่องยนต์ ให้ขาดจากเพลา
    6. ห้ามดึงเบรกมืออย่างเด็ดขาด จะทำให้รถหมุน
    7. เมื่อความเร็วรถลดลงพอประมาณแล้วให้ยกเลี้ยวสัญญาณเข้าข้างทางซ้ายมือ
    8. เมื่อความเร็วลดลงระดับควบคุมได้ ให้เปลี่ยนเกียร์ต่ำลงและหยุดรถข้อสังเกตเมื่อยางระเบิด คือ
    ไม่ว่ายางด้านใดจะระเบิดล้อหน้าหรือล้อหลังก็ตาม เมื่อระเบิดด้านซ้ายรถก็จะแฉลบไปด้านซ้ายก่อน แล้วก็จะสะบัดกลับ
    และสะบัดไปด้านซ้ายอีกที สลับกันไปมา และในทำนองตรงกันข้าม หากระเบิดด้านขวาอาการก็จะกลับเป็นตรงกันข้ามอุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นส่วนมากก็ คือ หากขณะยางระเบิดรถวิ่งอยู่ที่ความเร็วสูงมากๆ พอยางระเบิดขึ้นมารถก็จะกลิ้งทันที ทำอะไรไม่ได้
    ดังนั้นการขับรถที่ใช้ความเร็วสูงๆจึงมักจะแก้ไขอะไรในเรื่องนี้ไม่ได้ เพื่อเป็นการป้องกันอุบัติเหตุร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น ในขณะขับรถ จึงไม่ควรขับรถเร็ว ความเร็วทีถือว่าปลอดภัยใน DEFENSIVE DRIVING คือ ความเร็วไม่เกิน 100 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง
    =====================
    กรณีที่ 2 เมื่อรถตกน้ำ
    ในกรณีที่รถเกิดอุบัติเหตุแล้วตกลงไปในแม่น้ำ ลำคลองใดๆ ก็ตามรถจะไม่ตกลงไปในน้ำแล้วจมทันทีเหมือนหิน ตกน้ำ แต่จะค่อยๆ จมลงทีละน้อยๆ จนกว่าจะถึงพื้นล่างและในนาทีวิกฤตนี้ ควรตั้งสติให้ดีและปฏิบัติดังต่อไปนี้
    1. ปลด SAFETY BELT ออกทุกๆคน รวมทั้งผู้โดยสารด้วย
    2. อย่าออกแรงใดๆ เพื่อสงวนการใช้อากาศหายใจซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนจำกัด
    3. ให้ยกส่วนศีรษะให้สูงเหนือระดับน้ำที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในรถ
    4. ปลดล็อกประตูรถทุกบาน
    5. หมุนกระจกให้น้ำไหลเข้าในรถเพื่อปรับความดัน! ในรถและนอกรถให้เท่ากันมิฉะนั้นท่านจะเปิดประตูรถไม่ออก
    เพราะน้ำจากภายนอกตัวรถจะดันประตูไว้
    6. เมื่อความดันใกล้เคียงกันแล้วให้ผลักบานประตูออกให้กว้างสุด แล้วท่านก็ออกจากห้องโดยสารของรถได้
    7. จากนั้นท่านอาจจะปล่อยตัวให้ลอยขึ้นเหนือน้ำตามธรรมชาติ หรือจะว่ายน้ำขึ้นมาก็ได้ ในกรณีนี้หากน้ำลึกมากๆอาจจะมองไม่เห็นว่าทิศใดเหนือน้ำ ทิศใดใต้น้ำเพราะว่ามืดไปหมด ไม่ควรใช้วิธีว่ายน้ำเพราะอาจจะว่าย ไปในทิศทางที่ไม่ขึ้นเหนือน้ำ
    กรณีเช่นนี้ ควรปล่อยตัวให้ลอยขึ้นตามธรรมชาติหรือลองเป่าปากดูว่า ฟองอากาศลอยไปในทิศทางใด ให้ว่ายน้ำไปในทิศทางที่ฟองอากาศลอยไป ก็จะไม่มีอาการหลงน้ำนอกจากนั้น ก่อนออกจากรถ หากท่านมีผู้โดยสารที่เป็นเด็กๆ อาจจะหนีบเด็กๆ นั้น ออกมากับท่านได้อีกหนึ่งคน
    ดังนั้นหากท่านปฏิบัติ ตามวิธีการเหล่านี้ ก็จะช่วยให้ชีวิตของท่าน ปลอดภัยได้ ในยามคับขัน
    =====================
    อยากให้ทุกคน copy และส่งต่อไปให้เพื่อนๆ และคนรู้จักให้มากๆ เลยนะ เป็นการช่วยเหลือกัน หากเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ขึ้นมา
    การมีความรู้ในขั้นตอนในการควบคุมยานยนต์ และการปฏิบัติตนในขณะเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ สามารถช่วยลดอัตราการตายและการบาดเจ็บได้แน่นอนถ้าจะให้ดี พริ้นเก็บไว้ในรถของทุกคนเลยก็ดีนะครับ จะได้เอาไว้อ่านทบทวนกันได้
    ขอให้ทุกคนขับรถอย่างปลอดภัย ไม่เกิดอุบัติเหตุใดๆครับ
     
  25. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    อิอิอิอิอิอิ
     
  26. Ea"RT"h

    Ea"RT"h New Member VIP

    7,434
    191
    0
    ข้อมูลแน่นมาก
     
  27. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    ????????????????Ѻ

    ? ? ??к??Ѵ?ҡ??Ẻ????⺪ҷ?? ??????繷??????????? ?? 1970 ??ѧ?Ҥҹ???ѹ?Ժ??Ѻ??Ǣ???٧?ҡ ???????????ҡ??? ?ö??÷ء???????????ͧ?????ص??ˡ??? ???㹪?ǧ?á ????⺪ҷ??????? ?????Ẻ???????¤???? ?????ͧ?ҡ???????????з??????Ǵ?????????? ?ҡ Euro 0 ?? Euro 1 ??ѧ?ҡ????¹?????ҵðҹ Euro 2 ????⺪ҷ?????????????¹?????? ?????Ẻ?????????????ࡵ ?????????Ẻ?????????????ࡵ ?Ъ??????????ͧ¹???ա??????????յ?????ǧ?? ?ѹ?繡??Ŵ????ҳ??????ͧ (Particles) ?ͧ?????¨ҡ????ͧ¹?? ????????ç?Դ??բ?? ??????ͺ????ͧ¹????? ???ҧ?á??? ?????Ẻ???ࡵ??????????ҵðҹ?????ͧ¹???????硷?????ö??÷ء??? ?ҡ?͹˹?ҹ?????? ???е?ͧ?Ǻ?????????ç?ѹ???ʵ??٧??????ͧ¹???Ҩ?Դ??????????? ??ѧ?ҡ?ҵðҹ Euro 3 ??? Euro 4 ??????ռźѧ?Ѻ?? ?????Ẻ?üѹ ?????????????պ??ҷ???ҧ?ҡ ??觨?????????ö??÷ء?˭? ö?Ԥ?Ѿ ????֧ ö¹???觴??źҧ?????͹͡?ҡ?к???????üѹ ?Ъ???Ŵ?????? ??????? ????Է???Ҿ?ͧ????ͧ¹???дբ?鹵?? ???ͧ?š???¤???????㹡??????¹??Ы??????ا???ᾧ??鹡??һ??????ѹ?ҡ ??????????üѹ?ժ????ǹ????ҡ??????ЫѺ??͹????????⺷???? ?????鹷ع??ü?Ե?٧???? 㹢?з?? ?????Ẻ?١?׹ ???Ѻ????͡Ẻ????????Ѻö¹???觺ҧ??? ?????յ鹷ع??ü?Ե????٧???? ?????Ẻ????? ? ? ?
    ? ? ? ? ? ? ? ? ?

    ????ͧ¹??????⺴ա???????ͧ¹??????????????????

    ? ? ?1. ?к?????⺪??????????ͧ¹??ա????ա??ѧ????ç?Դ?ҡ?͡Ѻ????ͧ¹?????˭???? ????ͧ¹????Դ????????????ö???????ѧ????ç?Դ?ͧ????ͧ¹???? ????? 40 - 100 ?????繵?ͧ ????ͧ????????????????

    ? ? ?2. ?к?????⺪???Ŵ?????зҧ?ҡ?Ȩҡ????ͧ¹?????ͧ?ҡ?????????ö????ö????????ҳ?ҡ???? ?ѧ??鹡????????дա?????????Ҵ???? ????ҵðҹ???????????зҧ?ҡ??

    ? ? ?3. ?к?????⺪??»????Ѵ????ѹ???ҡ?????????????ͧ¹???ͧ?ӧҹ˹ѡ??? ???ͧ?ҡ???˹ѡ??âѺö??????͡?âѺö????ͧ??????᫧???????? ????⺪??????????ѧ????ç?Դ?ͧ????ͧ¹??????ö??ҹ㹪?ǧ???ҷ???ͺ????ͧ¹???ӡ???? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ?

    ?Ըա?????͡????⺷??????????Ѻ????ͧ¹??? ?

    ? ? ? ? ? ?Ѩ?غѹö?Ԥ?Ѿ???? ???ö¹????ູ?Թ?ա?????Կ??????ͧ¹??????ç??? ?繨ӹǹ?ҡ ????շ?駡?????觢ѹ ??ТѺʹء????Ѻ??Ңͧö???ͺ?????ç??????ǡ?????? ?к??Ѵ?ҡ??Ẻ????⺪ҷ????֧?պ??ҷ??͹??ҧ?ҡ㹡???????????ç ??Шش???ʧ??㹡????ҹ??ҧ?ѹ?ѧ??? ??????͡????????????Ѻ????ͧ¹??֧??????Ӥѭ?ҡ ??????͡????⺷??١??ͧ?з????????ͧ¹?????ѵ????觷??????͵????ͻ??? ????Դ?ѭ????? ( Back Pressuer) ??ͺ??ҧ???ͻ??? ?????Դ?ѭ?????ͺ (Turbo Lag) ??ͺ??

    ? ? ? ? ? ????Ӥѭ㹡?????͡????⺷???????????? ??Ҵ㺾Ѵ?ʹ?? ????繵?????ҧ????ҳ???????????Ѻ????ͧ¹??? ??Ҵ??Ъ?Դ?ͧ????????? ???繵?ǡ?˹????????⺨???????ӧҹ????ͺ???? ?????????? ???ͺ ??ǹ?Դ?ҡ??????͡?????????·???????????? ?͡?ҡ??????·?ҹ?Ҩ?ҷ?Һ?֧????Է???Ҿ?ͧ ???ʹ?Ẻ 2 ??? ??觻Ѩ?غѹ????Ե????⺪ҷ??????ͺ?ء??????ѹ???????ʹ?Ẻ 2 ??????е??˹ѡ?֧????Է???Ҿ?ͧ????⺷????????????ҧ?Ѵਹ

    ? ? ? ? ? ?͡?ҡ??????к???ꪷ???ա????ѹ???ҵðҹ ?ѧ???????Ẻ Ball Bearing ???? ?١?׹ ?????????繷????????????????Ŵ?ѭ?ҡ?????ͺŧ ?????????Ѻ??????ͧ????????Ẻ??????ͺ ???????? ? ??????ع?ç ???ҧ?á?????ͨӡѴ?ͧ????? Ball Bearing ??? ???Ҥ??٧?????к???? ????ҳ 40 ?????繵????????Ѻ????⺷???բ?Ҵ??ҡѹ ??????????ö?????? ?? ??????к???? ?µ?ͧ????¹????ҧ?????????????¹???????١

    ? ? ? ? ? ???ǹ?ͧö????ͧ¹??ູ?Թ???Կ?·???ա??????????????¹?????????բ?Ҵ?˭??? ??Ңͧö??ǹ˹???ѧ?դ??????㨷?????١??ͧ???????⺨ҡ?ç?ҹ? Garrett , 3k , Holset , IHI ???? Mitsubishi ??????⺢ͧ???ź?ҧ?ҡö 10 ??ͺ?ҧ ???????ö ???º??º?Ѻ????⺷???˹??¨ҡ?ӹѡ?ҹ?觵?ҧ ? 㹭???? ????稨?ԧ???? ?????????Ѻ????ͧ¹??ູ?Թ??ԧ ? ????????⺢?Ҵ??硷??Դö???? ????ͧ¹???Ҩҡ?ç?ҹ?ҷ? ?? ????? Toyota ?????ͧ? 1JZ ,2JZ , 3SG , ????? Garrett? ?? Nissan , saab? ????? 3K ? Audi , Opel , ????? IHI ?? Subaru? ???? ?????? Mitsubishi ?? Volvo ???? Mistsubishi? ?繵? ?ҡ??ҹ??ͧ??á??ѧ??????鹨ҡ??? ???¡??Ҷ֧ ?ͧ???¡????ç??? ?? ??????? , ??????? , ???? ?ѹ?ç??? ????⺷????????ҹ??е?ͧ?Ҩҡ????ͧ??????ҹ?? ?ҧ??蹡??Ҩҡ????ͧ???? ????ö??÷ء ???? ????ͧ ?ص??ˡ??? ??§??е?ͧ?ա?èѴ???????·?????????????? ????????ͧ¹??ູ?Թ ??Ҵ 3,000 ?ի? ?Ҩ??ͧ??????ʹ? ?ҡ?????????ͧ???Ţ?Ҵ 500-600 ?ç??? ?????????ö???? ???ŷ???բ?Ҵ?˭??Թ??? ???繵?ͧ???觷???բ?Ҵ???ŧ?? ??觡?????Ѻ??÷??ͺ ??????͡??????觢?Ҵ?˹?????????????ش ???????? ??????????ǹ?˭?????????Ẻ Hybrid? ???? ?١??? ???? ??????????? ??㺾Ѵ?ʹ? ??????ʹ? ?˭?

    ? ? ? ? ? ????Ѻ????⺷????㹡???觢ѹ??ԧ ? ?????Ҩ???? Nascar , Indy 500 , Le Man 24 hrs , American Leman , cart? ?繵? ????⺷???????????⺷???Ե???µç੾???չ??˹ѡ?????ç ?????Ҥ???????١?? 300,000 ? 600,000 ?ҷ ?¡??? 90 ?????繵????????? Ball Bearing ?ҡ Garrett? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ? ?
     
  28. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    เรื่องน่ารู้ของเกียร์อัตโนมัติ

    ก่อนอื่นก็มาทีความรู้จักกับเกียร์อัตโนมัติกันซะก่อน เพราะยังมีอีกหลายท่านที่เคยแต่เพียง เห็น ยังไม่เคยทำความคุ้นเคยหรือสัมผัสกันอย่างจริงจังเสียที แบบนั้นจัดว่ารู้จักว่าเป็นเกียร์อัตโนมัติเฉย ๆ แต่ยังไม่รู้จักอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่จะขับก็ควรมาศึกษารายละเอียดกันก่อน หลายคนอาจจะคิดว่าไม่จำเป็นก็ในเมื่อเขาทำมาให้ขับง่ายสะดวกสบายแล้วทำไมต้องมีการศึกษาอะไรอีก ก็เป็นเพียงความเข้าใจที่ถูกต้องเพียงบางส่วนที่คิดว่าเพียงแต่ขยับตำแหน่งคันเกียร์มาที่ตัว D แล้วก็เหยีบคันเร่งเท่านั้นก็ขับรถไปไหน ๆ ได้แล้ว ผู้ที่ขับขี่เป็นแต่ในลักษณะนี้ล่ะครับที่จัดอยู่ในขั้นที่น่าเป็นห่วง เพราะจะมีอันตรายตามมาอีกหลายอย่าง เช่น การขับรถในสภาพทางที่เป็นภูเขาสูงหรือที่เคยมีข่าวรถวิ่งไปทับเจ้าของจนตายตอนเปิดประตูบ้านก็เข้าข่ายที่ "รู้..แต่ยังรู้ไม่หมด" นั่นเอง

    หลักการทำงานแบบย่อ ๆ ของเกียร์อัตโนมัติ ก็คือเกียร์ที่ผลิตมาให้ขับรถได้ง่ายสะดวกสบายขึ้น คือ รถจะมีการเปลี่ยนเกียร์ของมันเองตอนเดินหน้าด้วยการขยับเข้าเกียร์เพียงครั้งเดียว และไม่ต้องเหยียบคลัทซ์เพราะไม่มีให้เหยียบ การขับขึ่จึงใช้เพียงเท้าขวาเพียงข้างเดียวใช้เหยียบคันเร่งกับเบรคเท่านั้น ส่วนเท้าซ้ายไม่ต้องใช้ที่เป็นเช่นนี้เพราะการออกแบบระบบการทำงานของเกียร์อัตโนมัติที่แตกต่างจากเกียร์ธรรมดา โดยชุดคลัทซ์ได้เปลี่ยนมาใช้ตัว ทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ช่วยในการตัดต่อการส่งกำลังจากเครื่องยนต์ไปที่เกียร์แทน ซึ่งเท่ากับเป็นคลัทซ์อัตโนมัติที่เราไม่ต้องเหยียบเพราะมันจะทำการจับตัวของมันเองตามรอบเครื่องที่เพิ่มขึ้น โดยใช้ของเหลวเป็นตัวส่งกำลังด้วยความหนืด หลักการก็เหมือนกับมีพัดลม 2 อัน อันหนึ่งเปิดไว้เอามาเป่าให้อีกอันหนึ่งหมุนตามทำให้เกิดการส่งกำลังได้ทำให้สามารถเข้าเกียร์ได้โดยเครื่องไม่ดับขณะเครื่องเดินเบาและรถจอดนิ่งเหยียบเบรคไว้ ส่วนระบบเกียร์เมื่อเข้าเกียร์ให้รถขับเคลื่อนไปแล้ว การทำงานจะเป็นไปโดยอัตโนมัติคือ การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์จะมีการตั้งโปรแกรมการทำงานให้เหมาะสมกับความเร็วรอบของเครื่องยนต์ เหมือนตอนที่เราเข้าเกียร์ด้วยความรู้สึกของเรา แต่ในเกียร์อัตโนมัติใช้กลไกต่าง ๆ มาทำงานแทน โดยแต่เดิมจะมีแต่ระบบกลไกโดยใช้แรงดันในระบบน้ำมันเกียร์ซึ่งมีปั๊มสร้างแรงดันเช่นเดียวกับระบบไฮดรอลิก ซึ่งแรงดันที่เพิ่มขึ้นตามความเร็วรอบเครื่องยนต์จะถูกนำมาใช้ในการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ ภายในเกียร์อัตโนมัติจะใช้เกียร์แบบเพลนเนตทารี่เกียร์ ซึ่งเป็นชุดเกียร์ที่ออกแบบให้เฟืองของเพลาขับทดอยู่กับเฟืองของเพลาตามภายในเฟืองวงแหวน ทำให้สามารถเปลี่ยนอัตราทดเกียร์ได้ง่ายเพียงแต่ล็อกเฟืองชุดใดชุดหนึ่งด้วยการจับตัวของแผ่นคลัทซ์แบบเปียกซ้อนกันหลาย ๆ แฟ่นทำให้การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ทำได้นุ่มนวลเมื่อทำงานร่วมกับทอร์คคอนเวอร์เตอร์ ยิ่งมาในยุคที่มีระบบอิเล็คทรอนิคส์เข้ามาช่วยในการทำงานทำให้เกียร์อัตโนมัติมีประสิทธิภาพในการทำงานดีขึ้นมากโดยเฉพาะจังหวะการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่ทำได้นุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึก และจังหวะการทำงานต่าง ๆ ที่ฉับไวยิ่งขึ้นมากโดยเฉพาะจังหวะการเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ที่ทำได้นุ่มนวลจนแทบไม่รู้สึก และจังหวะการทำงานต่าง ๆ ที่ฉับไวยิ่งขึ้นมีโปรแกรมการทำงานมากยิ่งขึ้นกว่าในระบบเก่า ซึ่งบางทีก็เรียกกันว่าเกียร์ไฟฟ้าเพราะจะมีกล่องควบคุมการทำงานมาต่างหากในรถบางรุ่น

    เมื่อทราบหลักการทำงานแบบย่อ ๆ แล้วก็มาดูกันที่ตำแหน่งเกียร์ซึ่งจะมีบอกไว้ที่ตรงโคนของคันเกียร์ จะยกตัวอย่างเฉพาะในรถรุ่นปัจจุบันที่เกียร์อัตโนมัติจะมี 4 สปีดแล้ว นอกจากนี้ยังมีรถนั่งรุ่นใหม่ ๆ ที่ได้มีเพิ่มเป็น 5 เกียร์สปีดแล้ว อย่างเช่น BMW ที่ราคาหลายล้านบาท ตำแหน่งเกียร์ 4 สปีดที่พบทั่ว ๆ ไป จะมีเขียนแสดงไว้นั้นพอจะอธิบายได้ดังนี้

    ตัว P เป็นตำแหน่งที่ใช้ในการจอดรถ ซึ่งย่อมาจากภาษาอังกฤษ Parking แปลว่าจอดรถ ซึ่งจังหวะนี้เพลากลางจะถูกล็อกทำให้รถเคลื่อนตัวไม่ได้ ทุกครั้งที่จอดรถในทางชันเพื่อป้องกันรถไหลควรใช้ร่วมกับเบรคมือ แต่หากไปจอดตามห้างสรรพสินค้าหรือลานจอดรถไม่ควรใช้เพราะหากไปขวางทางผู้อื่นแล้วไม่สามารถเข็นรถได้ บรรพบุรุษจะโดนกล่าวถึงในทางไม่ดี ประโยชน์อีกอย่างก็สามารถติดเครื่องได้ในตำแหน่งนี้เพราะจะเป็นเกียร์ว่าง แต่เพลากลางยังถูกล็อคไม่ให้รถไหล มีประโยชน์ตอนจอดในทางลาดชันทำให้ออกรถได้ง่ายขึ้นเมื่อผู้ขับเหยียบเบรคและเปลี่ยนเกียร์มาในตำแหน่งให้รถขับเคลื่อนต่อไป

    ต่อมาก็เป็นตำแหน่ง R ซึ่งย่อมาจาก Reverse อันนี้เป็นเกียร์ถอยหลัง การขยับคันเกียร์จากตำแหน่งอื่นมาให้ตำแหน่ง R นี้ต้องกดปุ่มล็อคคันเกียร์นั้นจะอยู่ด้านข้างของหัวเกียร์ในรถทุกรุ่นเพื่อกันการลืมซึ่งจะทำให้ระบบเกียร์พังและกันการเข้าเกียร์ผิดในกรณีที่ไม่ได้เหลือบตามามองสำหรับการขับปกติและผู้ชำนาญแล้ว

    ตำแหน่ง N เป็นเกียร์ว่าง ซึ่งภาษาอังกฤษเขียนว่า Natural ตำแหน่งนี้จะเหมือนกับเกียร์ว่างในรถเกียร์ธรรมดาที่สามารถเข็นรถได้เวลาจอดตามลานจอดรถและขวางคันอื่น ๆ อยู่ก็อย่าลืมใช้ตำแหน่งนี้เพื่อให้ยามหรือเจ้าของรถคันอื่นจะได้เข็นเลื่อนรถให้พ้นจากการกีดขวางได้เวลารถจอดติดไฟแดงก็ใช้ได้

    ตำแหน่ง D หรือ Drive เป็นตำแหน่งที่ให้รถขับเคลื่อนไปข้างหน้า โดยเกียร์ทุกเกียร์จะทำงานเปลี่ยนตำแหน่งครบทั้งหมด ตามความเร็วที่ตั้งโปรแกรมไว้ในการขับขี่รถทั่ว ๆ ไปบนถนนธรรมดาจะใช้ตำแหน่ง D นี้แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นซึ่งสะดวกสบายมาก

    ตำแหน่ง 2 หมายถึงเกียร์จะทำงานเพียง 2 เกียร์ คือ เกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น ซึ่งเป็นการถูกล็อคเอาไว้ในตำแหน่งนี้เพื่อให้ใช้ตอนที่ตอ้งการกำลังในการขับเคลื่อนสูง ๆ เช่น การขับรถในทางที่เป็นภูเขาสูงชันมาก ๆ ซึ่งการล็อคเกียร์ไวให้ทำงานแค่ 2 เกียร์นี้จะช่วยในตอนลงจากที่สูงซึ่งจะใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคผ่านอัตราทดเกียร์ที่สูงนี้ได้เพื่อความปลอดภัยโดยเป็นการช่วยผ่อนแรงการทำงานของระบบเบรคกันเบรคร้อนซึ่งทำให้เกิดอาการเบรคหายจากการเกิดฟองอากาศในน้ำมันเบรคที่เดือนเป็นไอ

    ตำแหน่ง 1 อันนี้ก็เป็นการทำงานในเกียร์ 1 เพียงเกียร์เดียว ซึ่งเป็นการขับขึ้นทางสูงชันที่ต้องการแรงฉุดลากมากกว่าในเกียร์ตำแหน่ง 2 สังเกตง่าย ๆ ว่าจะใช้เมื่อไรดูได้จากเมื่อใช้ตำแหน่ง 2 พอรถวิ่งไปถึงความเร็วรอบเครื่องที่เกียร์เปลี่ยนเป็นเกียร์ 2 รถจะไม่มีกำลังทำให้เกียร์เปลี่ยนมาที่ 1 อีกจะทำให้เสียจังหวะเราก็จัดการเปลี่ยนมาล็อกไว้ที่เกียร์ 1 ซะเลยจะไปได้ดีกว่า รวมทั้งตอนลงทางชันที่ชันมากแบบค่อย ๆ ย่องลงมาเกียร์ 1 จะช่วยในการหน่วงด้วยเครื่องยนต์ได้ดี ในตำแหน่ง 1 นี้ จะช่วยในการหน่วงด้วยเครื่องยนต์ได้ดี ในตำแหน่ง 1 นี้ รถบางรุ่นจะใช้ตัวอักษร L แทนซึ่งหมายถึงตำแหน่งเกียร์ที่ต่ำสุด

    นอกจากตำแหน่งเกียร์ต่าง ๆ ให้เลือกใช้ก็จะมีปุ่มเลือกโปรแกรมต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มความสะดวกสบายและประสิทธิภาพของระบบเกียร์อัตโนมัตินี้อีก อันแรกที่มีในรถรุ่นต่าง ๆ ก็คือ ปุ่ม OD (Over Drive) จะมีให้เลือก 2 ตำแหน่งคือ On กับ Off เมื่อกดปุ่ม OD อยู่ในตำแหน่ง On และคันเกียร์อยู่ในตำแหน่ง D โปรแกรมนี้เกียร์จะทำงานครบทั้ง 4 เกียร์ เปรียบเสมือนเป็นการเลือกใช้เกียร์จะทำงานครบทั้ง 4 เกียร์เปรียบเสมือนเป็นการเลือกใช้เกียร์ 4 กับไม่ใช้นั่นเองซึ่งเหตุผลก็คือ เมื่อต้องการขับรถในทางสูงชันแต่ไม่มากเหมือนในการใช้ตำแหน่ง 2 เราก็ใช้เพียงเกียร์ 3 โดยไม่ต้องเลื่อนคันเกียร์เพียงแต่ใช้ปุ่ม OD ซึ่งช่วยให้สะดวกขึ้นมากรวมทั้งในกรณีต้องการเชนจ์เกียร์เพื่อใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรค (เอนจิ้นเบรค) เช่น ขณะถนนลื่นหรือลงจากที่สูงก็ใช้ได้

    นอกจำโปรแกรมทั่ว ๆ ไปในรถบางรุ่น โดยเฉพาะพวกรถสปอร์ตหรือนั่งจะมีปุ่มที่เขียนว่า Sport-Comfort ปุ่มต่อมาอันนี้จะไม่อยู่ที่หัวเกียร์ ส่วนมากจะอยู่ที่แผงหน้าปัทม์หรือบริเวณคอนโซลข้าง ๆ คันเกียร์ในรถบางรุ่นจะใช้ Sport Economy โปรแกรมนี้ออกแบบมาให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ช้าลงในโปรแกรม Sport หมายถึงจะลากเกียร์ได้ยาวขึ้นและเกียร์จะเปลี่ยนที่รอบเครื่องยนต์สูงขึ้นกว่าเดิมทำให้ได้อัตราเร่งที่ดีขึ้น ต่างจากในโปรแกรม Comfort หรือ Economy ซึ่งเน้นที่ความนุ่มนวลและประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง เกียร์จะเปลี่ยนตั้งแต่ความเร็วรอบเครื่องยนต์รอบที่ต่ำกว่าเหมือนตอนที่เราขับรถเกียร์ธรรมดาตอนที่ไม่รีบร้อนนั่นเอง ทำให้ผู้โดยารนั่งสบายไม่เกิดการกระชากที่รุนแรงเหมือนนั่งรถแข่ง

    เราได้ทราบเรื่องการทำงานและโปรแกรมการสิ่งให้เกียร์ทำงานได้ผู้ขับขี่ในแบบต่าง ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการขับขี่ในลักษณะต่าง ๆ เช่น การขับขี่ในสภาพทางที่เป็นภูเขาสูงหรือต้องการอัตราเร่งที่ดีกว่าปกติก็สามารถลากเกียร์ให้ยาวขึ้นในโปรแกรม Sport การใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคขณะลงจากทางสูงชัน ผ่านตำแหน่งเกียร์ที่ถูกต้อง ซึ่งท่านใดที่ยังไม่เข้าใจก็ลองย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งหรือสองครั้งเพราะเป็นพื้นฐานความรุ้ที่น่าสนใจสำหรับผู้ไม่คุ้นเคย

    เมื่อคู่ได้พูดถึงโปรแกรมการทำให้จังหวะการเปลี่ยนเกียร์ช้างลงเพื่อให้ลากเกียร์ได้ยาวขึ้น เพื่อให้มีการเปลี่ยนเกียร์ในความเร็วรอบเครื่องยนต์ที่สูงขึ้นกว่าโปรแกรมธรรมดาซึ่งจะทำให้อัตราเร่งของรถดีขึ้น ซึ่งโปรแกรมดังกล่าวจะเลือกใช้ได้โดยการกดปุ่ม ซึ่งมีเขียนบอกไว้ในแบบต่าง ๆ เช่น Sport-Comfort และ Sport-Economay รวมทั้งอีกตัวหนึ่งคือคำว่า Power ซึ่งเมื่อครู่ไม่ได้บอกไว้ เผื่อไปเจอจะสงสัยว่าเป็นปุ่มอะไรเอาไว้กดทำไม เพราะในรถบางรุ่นจะมีเพียงปุ่มกดและคำว่า Power นี้เพียงอย่างเดียว ในลักษณะ On-Off หรือเปิด-ปิด คือ ใช้โปรแกรม Power กับไม่ใช้เท่านั้น

    "เกียร์ธรรมดาในเกียร์อัตโนมัติ"

    โปรแกรมต่อมาที่เห็นในรถบางรุ่นส่วนมากจะเป็นรถสปอร์ตหรือสปอร์ตซีดาน หรือรถที่มีสมรรถนะค่อนข้างสูง จะมีปุ่มกดที่เขียนว่า Hold หรือ Auto Manual เพื่อการขับขี่ในลักษณะของเกียร์ธรรมดาเพื่อความคล่องตัวยิ่งขึ้น จึงได้มีโปรแกรมนี้เพิ่มขึ้นมา โดยตำแหน่ง Hold หรือ Manual จะมีความหมายเดียวกันคือเป็นการล็อคเกียร์ในตำแหน่ง ต่าง ๆ ไว้ให้เปลี่ยนตามจังหวะการโยกคันเกียร์ของผู้ขับแต่เพียงอย่างเดียว ไม่ว่ารถจะวิ่งในความเร็วเท่าไรตำแหน่งเกียร์จะเป็นไปตามตำแหน่งของคันเกียร์ตลอดเวลาทำให้ผู้ขับสามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์ได้ตามต้องการคือ ต้องการลากรอบเครื่องยนต์ให้สูง ๆ แล้วค่อยเปลี่ยนเกียร์เพื่ออัตราเร่งที่ดีหรือต่อเนื่องยิ่งกว่สในโปรแกรม Sport หรือ Power หรือต้องการเชนจ์เกียร์ลงมาในเกียร์ต่ำเพื่อการใช้เครื่องยนต์ช่วยเบรคได้ตามต้องการ เช่นเดียวกับการขับรถเกียร์ธรรมดาซึ่งดีกว่าตรงไม่ต้องเหยียบคลัทช์ทำให้มีความคล่องตัวและสนุกกว่า และจะทำได้เฉพาะรถที่มีโปรแกรมนี้เท่านั้นหากเป็นรุ่นที่ไม่มีปุ่ม Hold หรือ Manual ให้เลือกการขับขี่จะทำได้เพียงการเข้าเกียร์ในตำแหน่งต่าง ๆ ด้วยผู้ขับเช่นกัน แต่จังหวะการเปลี่ยนเกียร์อาจจะไม่เปลี่ยนตามการโยกคันเกียร์ในทันทีทันใด เช่น เมื่อต้องการเชนจ์เกียร์เพื่อให้เครื่องยนต์ช่วยเบรคในขณะที่เครื่องยนต์มีความเร็วรอบสูง ๆ เกียร์จะไม่ยอมเปลี่ยนตามเพราะในโปรแกรมของภายในตัวเกียร์ได้ตั้งให้มีการเปลี่ยนเกียร์ตามสภาพความเร็วรอบเครื่องยนต์และแรงบิดจากเพลากลาง เมื่อรอบเครื่องยนต์ยังสูงมันจึงไม่ยอมเปลี่ยนเพราะรับคำสั่งมาว่าในรอบขนาดนี้มันจะต้องเปลี่ยนเกียร์ให้สูงขึ้น เมื่อเราโยกคันเกียร์มาในเกียร์ต่ำก็เลยยังไม่เปลี่ยนตำแหน่งตามลงมาจนกว่ารอบเครื่องยนต์จะลดลง ซึ่งต้องเสียเวลาไปชั่วระยะอึดใจตั้งแต่ถอนคันเร่ง

    การขับรถลงภูเขาควรระวังไว้เช่นกันในกรณีนี้อย่าปล่อยให้รถไหลในความเร็วสูง ๆ แล้วมาเชนจ์เกียร์เพราะถ้าความเร็วรอบเครื่องสูงเกินกำหนดเกียร์จะไม่เปลี่ยนทันทีทันใดหากไม่มีโปรแกรม Hold กับ Manual อย่างใดอย่างหนึ่งผู้ขับจะต้องใช้การแตะเบรคช่วยให้รอบเครื่องลดลง การขับที่ถูกวิธี คือ เมื่อขับอยู่ในตำแหน่งเกียร์ 3 และเมื่อเห็นว่าความชันของเส้นทางที่ลงมีมากจนแรงหน่วงไม่พอในเกียร์นี้ และรถเริ่มเพิ่มความเร็วขึ้นควรรีบเชนจ์มาเกียร์ 2 แต่เนิ่น ๆ ตำแหน่งเกียร์จะเปลี่ยนมาทันที

    การออกรถในโปรแกรมนี้จะทำได้เช่นเดียวกับเกียร์ธรรมดาทุกประการคือ เริ่มออกรถในตำแหน่งเกียร์ 1 หรือ L และสามารถเปลี่ยนเกียร์ 2 ได้ในความเร็วรอบเครื่องต่าง ๆ กันตามต้องการ ไม่ว่าจะเอาแบบลากรอบสูงหรืออยากเปลี่ยนแบบนิ่ม ๆ ที่รอบปานกลางไปตามลำดับจนถึงตำแหน่ง D ซึ่งในช่วงเกียร์ 2 ได้ในความเร็วรอบเครื่องต่าง ๆ กันตามต้องการ ไม่ว่าจะเอาแบบลากรอบสูงหรืออยากเปลี่ยนแบบนิ่ม ๆ ที่รอบปานกลางไปตามลำดับจนถึงตำแหน่ง D ซึ่งในช่วงเกียร์ 3 กับ 4 ก็ใช้ปุ่ม OD ร่วมด้วยเท่านั้น รถก็จะมีการเปลี่ยนเกียร์ครบทั้ง 4 เกียร์ การเชนจ์เกียร์ก็ทำได้เช่นเดียวกันโดยย้อนกลับจากตอนออกรถ

    โปรแกรมนี้จะมีในรถเกียร์ออโตทุกรุ่นซึ่งไม่มีปุ่มให้กดโดยจะอยู่ที่คันเร่งนั่นเอง คือ การที่เมื่อเราต้องการเชนจ์เกียร์มาในเกียร์ต่ำเพื่อการเร่งแซงก็เพียงแต่กดดันคันเร่งลงไปให้มิด เกียร์จะเปลี่ยนลงไปเป็นเกียร์ต่ำกว่าเกียร์ที่ใช้อยู่ และรอบเครื่องยนต์จะเพิ่มขึ้น เพราะเราเหยียบคันเร่งในตำแหน่งเร่งสุดรถจะมีการพุ่งหรือสปริ้นท์ตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเร่งแซง เมื่อแซงเสร็จเรียบร้อยแล้วความเร็วความเร็วรถเพิ่มขึ้นก็จะมีการเปลี่ยนเกียร์กลับมาในเกียร์สูงตามเดิมโดยเราไม่ต้องทำอะไรกับคันเกียร์ นอกจากการเร่งแซงแล้วก็ยังใช้ในโอกาสอื่น ๆ เช่น การขึ้นที่สูงชัน
     
  29. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    สุดยอดเทคโนโลยีในขณะนี้สำหรับระบบขับเคลื่อนหรือว่าระบบเกียร์อัตโนมัติแล้วนั้นก็ต้องยกให้กับระบบเกียร์แบบ CVT (Continuosly Variable Transmission) ซึ่งหลายค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็หันมาใช้ระบบเกียร์ CVT นี้กันมากมายแล้ว นับเป็นการปฏิวัติระบบถ่ายทอดกำลังแบบใหม่ ฉีกอารมณ์ความรู้สึกแบบเดิมๆ เริ่มสัมผัสใหม่ที่แตกต่าง เพื่อสุนทรียภาพแห่งการขับขี่ที่นุ่มนวลและช่วยลดการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเ พลิงลงได้มากกว่าเดิม
    นวัตกรรมของเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ CVT ที่ได้รับการพัฒนาทางเทคโนโลยีให้เหนือกว่าระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วไปในปัจจ ุบันที่ใช้อยู่ ผู้ขับขี่จะได้รับคามสะดวกสบายในการใช้งานพร้อมความนุ่มนวลในการขับขี่ การประสบปัญหาบางอย่างในระบบเกียร์อัตโนมัติไม่วาจะเป็นอาการกระตุกหรือการส ั่นสะบัดขณะเกียร์เปลี่ยน เสียงรบกวนจากรอบเครื่องยนต์ที่เพิ่มสงขึ้นอย่างทันที ขณะที่เกียร์เปลี่ยนต่ำลง จังหวะเปลี่ยนเกียร์ที่ล่าเนื่องจากระยะเวลาการจับของแผ่นคลัทช์ภายในเกียร์ การสูญเสียกำลังของเครื่องยนต์ที่เกิดจากช่วงการจับคลัทช์ และรอบเครื่องยนต์ตกลงอย่างทันทีในขณะที่เกียร์เปลี่ยนสูงขึ้น

    ดังนั้น ทีมวิศวกรหลายๆ ค่ายรถยนต์จึงได้พยายามที่จะพัฒนาคิดค้นและออกแบบระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม ่เพื่อที่จะขจัดปัญหาดังกล่าวที่ว่ามาตอนต้น และในที่สุดความพยายามจุดนี้ก็ประสบความสำเร็จ เมื่อทีมวิศวกรสามารถคิดค้นระบบเกียร์อัตโนมัติแบบใหม่ได้สำเร็จและนี่ก็คือ จุดเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของเทคโนโลยีมิติใหม่ระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT (Continously Variable Transmission) หรือว่า ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบแปรผันอัตราทดต่อเนื่องที่ปฏิวัติระบบการถ่ายทอดกำลั งใหม่ โดยใช้สายพานโลหะ ( Steel Belt) ทำหน้าที่ส่งถ่ายทอดกำลังขับระหว่าง พูลเลย์ ( Pulley) เพื่อทำหน้าที่ในการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์และส่งแรงขับเคลื่อนแทนการใช้ระบบเ ฟืองเกียร์แบบเก่า ซึ่งทำให้อัตราทดเกียร์สามารถเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เริ่มออกตัวไปจนถึงช่วงความเร็วสูงด้วยความนุ่นนวล ซึ่งผู้ขับขี่สามารถเลือกตำแหน่งรอบเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดได้ตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งรอบเครื่องยนต์ที่ให้ความประหยัดสูงสุด แรงบิดสูงสุดหรือให้แรงม้าสูงสุด


    ส่วนประกอบของเกียร์ CVT

    ระบบเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT จะประกอบไปด้วย

    1. ชุดทอร์ทคอนเวอร์เตอร์และดรัมเปอร์คลัม ที่จะทำหน้าที่รับกำลังมาจากเครื่องยนต์

    2. ชุดคลัทช์ ซึ่งรับกำลังขับมาจากชุดทอร์ทคอนเวอร์เตอร์ ทำหน้าที่เปลี่ยนการขับสำหรับการขับเคลื่อนเดินหน้าหรือถอยหลังเท่านั้น โดยภายในประกอบด้วยชุดแผ่นคลัทช์ 2 ชุด คือ Forward Clutch สำหรับการเดินหน้าและ Reverse Brake สำหรับการถอยหลัง

    3. ชุดพูลเลย์และสายพานเหล็ก ซึ่งรับกำลังขับมาจากชุดคลัทช์ ทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนอัตราทดของเกียร์ให้เหมาะสมตามรอบเครื่องยนต์และความเร ็วรถยนต์ต่างๆ โดยประกอบด้วยพูลเลย์ Primary (Drive Pulley) พูลเลย์ (Secondary (Driven Pulley) และสายพานเหล็ก
    3.1 พูลเบย์ Primary (Drive Pulley) และพูลเลย์ (Secondary (Driven Pulley) สามารถปรับเปลี่ยนขนาดร่องพูลเลย์ได้ ทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางของพูลเลย์เปลี่ยนได้โดยชุดห้องไฮดรอลิก ซึ่งอยู่ด้านข้างของพูลเลย์ทั้ง 2 ซึ่งจะปรับเปลี่ยนโดยแรงดันน้ำมันในการทำให้ขนาดของร่องพูลเลย์เปลี่ยนไป
    3.2 สายพานเหล็ก (Steel Belt) ทำหน้าที่รับแรงขับจากพูลเลย์ Primary (Drive Pulley) และส่งผ่านมายังพูลเลย์ Secondary (Driven Pulley)

    4. ชุดเฟืองท้าย ซึ่งรับแรงขับจากพูลเลย์ Secondary (Driven Pulley) โดยผ่านเฟืองสะพานและส่งแรงขับไปยังเพลาขับเคลื่อนและล้อต่อไป

    5. ชุดปั๊มน้ำมันแรงดัน ทำหน้าที่สร้างแรงดัน น้ำมันเกียร์และจ่ายเข้าสู่ระบบในการควบคุมการทำงานต่างๆ ภายในเกียร์



    การทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT

    ให้การเปลี่ยนเกียร์ด้วยความนุ่มนวลที่สุด เพราะการทำงานที่ปราศจากการสะดุดในช่วงรอบเครื่องยนต์ในขณะที่มีการเปลี่ยนเ กียร์โดยไม่เกิดอาการรอบเครื่องยนต์เปลี่ยนแปลงขึ้น-ลง การเปลี่ยนเกียร์จึงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไร้อาการกระตุกในทุกเกียร์การทำงานของเกียร์ CVT จะใช้คลัทช์เป็นตัวส่งกำลังจากเครื่องยนต์เพียงสองชุด คือ ชุดขับเดินหน้าและถอยหลังเท่านั้น และคลัทช์นี้จะต่อตรงเข้ากับพูลเลย์ (Pulley) ตัวที่หนึ่งเรียกว่า Drive Pulley ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์และถ่ายทอดกำลังขับเคลื่อนไปยังพูลเลย์ (Pulley) ตัวที่สองเรียกว่า Driven Pulley จะแปรผันกำลังขับเคลื่อนตามพูลเลย์ตัวแรกและส่งกำลังทั้งหมดไปยังชุดเฟืองท้ าย การส่งผ่านกำลังระหว่างพูลเลย์ตัวที่หนึ่งกับตัวที่สองจะใช้สายพานโลหะ (Steel Belt) เป็นตัวเชื่อม สายพานโลหะนี้จะประกอบไปด้วยข้อต่อโลหะที่มีความหนาขนาด 1.5 มม. จำนวนประมาณ 450 ข้อต่อเรียงกัน ทำหน้าที่คล้ายๆ กระดูกสันหลังเป็นแกนอยู่ตรงกลาง บริเวณทั้ง 2 ด้านของข้อต่อประกอบไปด้วยสายพานโลหะที่มีความหนาประมาณ 0.2 มม. อัดซ้อนกันจำนวน 9 - 12 ชั้น (จำนวนชั้นจะขึ้นอยู่กับขนาดเครื่องยนต์ด้วย) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของสายพานโลหะให้มีความแข็งแรงทนทานความร้อนสูงพร้อ มยังสามารถยืดหยุ่นได้ (Durable Steel Belt) ประกอบกับการส่งกำลังที่ต่อเนื่อง ไม่มีอาการกระตุกกระชากในการหมุนทำให้สามารถใช้งานได้ยาวนานยิ่งขึ้นไป

    พูลเลย์ (Pulley) ทั้งสองตัวนี้จะมีคุณสมบัติพิเศษ สามารถจะปรับขนาดความโตของเส้นผ่านศูนย์กลางพูลเลย์ให้เล็กหรือใหญ่ได้ตลอดเ วลาด้วยแรงดันน้ำมันภายใน ทำให้อัตราทดเกียร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปได้ตลอด จึงเป็นการลดการสูญเสียในช่วงการเปลี่ยนเกียร์ได้ดีกว่าของเฟืองเกียร์ในแบบ เก่า และยังสามารถรักษาขนาดของพูลเลย์ให้คงที่ ตามอัตราทดของแต่ละเกียร์ได้เมื่อใช้เกียร์แบบ Sportonic เมื่อผู้ขับขี่ต้องการที่จะควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ด้วยตนเอง การเปลี่ยนแปลงขนาดความโตของพูลเลย์นี้ จะใช้ลูกสูบไฮดรอลิกเป็นตัวบังคับขนาดให้เคลื่อนที่ด้วยแรงดันของน้ำมัน ทำให้การปรับขนาดของพูลเลย์เป็นไปอย่างต่อเนื่องและนุ่มนวล ไม่ว่าจะขับด้วยความเร็วเท่าใดและการกำหนดแรงดันน้ำมันจะควบคุมด้วยโซลินอยด ์วาลว์ พร้อมทั้งมีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานของระบบทั้งหมดให้สัมพันธ์กัน โดยคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่จะเป็นกล่องคอมพิวเตอร์กล่องเดียวที่ควบคุมการทำงานข องเครื่องยนต์และการทำงานของเกียร์ที่มีขนาด 32 บิท (Bit) แบบ RISC (Reduce Instruction Set Computer) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์ระบบ Short Cut ที่สามารถส่งถ่ายสัญญาณข้อมูลด้วยความเร็วสูง ทำให้การถ่ายทอดข้อมูล ระหว่างชุดเซ็นเซอร์ (Sensor) ต่างๆ ของเครื่องยนต์และเกียร์มีความรวดเร็วและละเอียดแม่นยำ ระบบจึงสามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงขนาดของพูลเลย์ทั้งสองตัวให้มีความสัมพัน ธ์กับการเลี่ยนอัตราทดเกียร์ในแต่ละครั้งได้ราบรื่นและรวดเร็วกว่า

    ให้ความประหยัดจากการที่เกียร์อัตโนมัติ CVT สามารถปรับเปลี่ยนกำลังขับหรือปรับเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยรอบเครื่องยนต์และเกียร์จะไม่ตกลงไปตามจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ในแต่ละครั ้ง ทำให้ไม่สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงในการที่จะเร่งรอบเครื่องยนต์ขึ้นไปอยู่ ในรอบที่ดีที่สุด

    การทำงานของชุดขับเคลื่อนในการเปลี่ยนอัตราทด CVT

    ประกอบไปด้วยพูลเลย์ Primary (Drive Pulley) และพูลเลย์ (Secondary (Driven Pulley) โดยที่เกียร์ต่ำหรือในขณะผู้ขับขี่เริ่มเคลื่อนรถ (เกียร์ 1) ชุดขับสายพานหรือพูลเลย์ส่งกำลังจะมีความกว้างของร่องพูลเลย์ Drive Pulley ที่กว้าง (เส้นผ่านศูนย์กลางเล็ก) ทำให้สายพานขับจะไหลลงไปอยู่กับแกนหมุน ในขณะเดียวกันชุดขับสายพานหรือพูลเลย์รับแรงขับ Driven Pulley ก็จะมีความห่างร่องพูลเลย์น้อย สายพานขับที่พาดผ่านจะถูกบีบให้อยู่ห่างจากแกนหมุน ทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางของการหมุนกว้าง ในลักษณะนี้จะเป็นการส่งกำลังในอัตราทดเกียร์สูง

    เมื่อรถยนต์เคลื่อนตัวด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น คอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของเกียร์ จะสั่งการให้ปั๊มน้ำมันแรงดันสูงจ่ายน้ำมันไปที่ห้องไฮดรอลิกข้างชุดพูลเลย์ ปรับเปลี่ยนขนาดของร่องพูลเลย์ โดยปรับให้ร่องของพูลเลย์ส่งกำลังขับ Drive Pulley เริ่มบีบแคบเข้าเพื่อดันสายพานขับให้เคลื่อนที่ห่างจากแกนหมุนเป็นการเพิ่มค วามกว้างของเส้นผ่านศูนย์กลางของพูลเลย์ส่งกำลังขับ และในขณะเดียวกันจะลดแรงดันน้ำมันในห้องไฮดรอลิกข้างชุดพูลเลย์ปรับเปลี่ยนข นาดของรองพูลเลย์รับกำลังขับ Driven Pulley ให้กว้างขึ้น (จากของพูลเลย์ 2 ข้างห่างออกจากกัน) ทำให้สายพานที่พาดผ่านก็จะเคลื่อนตัวลงเข้าใกล้แกนหมุนมากขึ้น เป็นการลดขนาดของเส้นผ่านศูนย์กลางการหมุนให้เล็กลง ซึ่งเป็นการลดอัตราทดในการขับเคลื่อนให้ลดลง แต่จะเพิ่มความเร็วของรถยนต์เช่นเดียวกับการเปลี่ยนการขับของเฟืองเกียร์ในร ะบบเกียร์อัตโนมัติทั่วๆ ไป


    ความเสียหายและการสึกหรอของระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วๆ ไป



    ซึ่งโดยทั่วไปแล้วนั้นการใช้งานของระบบเกียร์อัตโนมัติทั่วๆ ไป มักที่จะมีการสึกหรอกหรือเสียหายอันเนื่องมาจากสาเหตุหลักๆ ดังเช่น
    1. ชุดคลัทช์ ที่มีอยู่หลายชุด ซึ่งก็มักจะก่อให้เกิดการสึกหรอกได้ จึงทำงานได้ไม่เต็มระบบ

    2. ชุดคลัทช์ไหม้ เกิดจากการเสียดสีที่รุนแรง เนื่องจากการเร่งรอบเครื่องยนต์สูงๆ แล้วเข้าเกียร์ทันทีทันใด จากตำแหน่ง N มายัง D ทำให้เกิดการเสียดสีที่รุนแรงระหว่างแผ่นคลัทช์

    3. ชุดเฟืองเกียร์เปลี่ยนอัตราทด (Planetary) เกิดความเสียหาย เนื่องจากการใช้น้ำมันผิดประเภท หรือมีเศษโลหะเข้าไปผสมอยู่ด้วย

    4. เฟืองเกียร์สึกหรอหรือแตกหัก

    5. คอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานของเกียร์เสียหายหรือทำงานผิดปกติ ด้วยเหตุเหล่านี้ จึงมีการมุ่งมั่นและพัฒนาเทคโนโลยีเกียร์อัตโนมัติ CVT ที่ไม่ได้ใช้การส่งกำลังโดยคลัทช์ และไม่ใช้เฟืองเกียร์ ดังนั้นโอกาสในการเสียหายของเกียร์ก็น้อยลงตามไปด้วย สำหรับชุดคอมพิวเตอร์ที่ควบคุมการทำงานของเกียร์ อาจจะมีโอกาสเสียหายหรือทำงานผิดปกติเช่นเดียวกันกับคอมพิวเตอร์ของเกียร์อั ตโนมัติทั่วๆ ไป หลักการทำงานของเกียร์อัตโนมัติ CVT จึงเป็นการใช้เทคโนโลยีและการพัฒนาที่สูง แต่ในขณะเดียวกันนั้นก็มีกลไกการทำงานที่ไม่ได้ซับซ้อนและมีจำนวนชิ้นส่วนที ่เคลื่อนไหวน้อยคือ มีเพียงพูลเลย์ 2 ชุด สายพาน 1 เส้น เพียงเท่านั้นที่เป็นส่วนในการเปลี่ยนอัตราทดเกียร์จึงทำให้เกิดการสึกหรอแล ะเสียหายน้อยกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วไปถึง 3 เท่า และนี่คืออีกหนึ่งการพัฒนาเทคโนโลยีของระบบส่งกำลังขับเคลื่อนแบบใหม่ของยาน ยนต์
     
  30. TK RACING

    TK RACING New Member Moderator

    1,163
    8
    0
    กรองอากาศครับ

    การเป่ากรองอากาศ นอกเหนือไปจากการดูแลระดับ น้ำมันเครื่อง ระดับน้ำมันต่าง ๆ ระดับน้ำกลั่นในแบตเตอรี่ (ถ้าไม่ได้ใช้แบบ Maintenance Free) ในกระบวนการดูแลรักษาเครื่องยนต์จะมี "กรองอากาศ" เข้ามาเป็นจุดที่ต้องให้ความสนใจเช่นกัน เพราะกรองอากาศมีหน้าที่กลั่นกรองอากาศที่จะเข้าสู่ห้องเผาไหม้ให้สะอาดปราศจากฝุ่นผง (ซึ่งเครื่องยนต์ไม่ชอบ) เมื่อกรองอากาศดักฝุ่นไว้มาก ๆ เข้าโดยเจ้าของไม่ทำความสะอาดหรือดูแลมันเลย ก็จะพานให้รถวิ่งไม่ออกเพราะเครื่องยนต์หายใจไม่สะดวกแถมยังกินน้ำมันดุเดือดทั้ง ๆ ที่วิ่งไม่ได้เรื่องจึงต้องได้รับการดูแลกันตามสมควร
    บางครั้งเข้าไปเติมน้ำมันในปั๊มหรือนำรถไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เด็กในปั๊มก็จะเข้ามาถามว่า "พี่ ๆ เป่ากรองอากาศไหม"ถือว่าเป็นบริการพิเศษอีกอย่างที่เจ้าของปั๊ม (น่าจะ) สั่งไว้ ซึ่งแค่ปลดล็อคเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นก็สามารถเอากรองอากาศออกมาจัดการเป่าทำความสะอาดได้แล้ว หรือยากขึ้นมาหน่อยก็ถอดน็อตสักตัวหนึ่ง (รุ่นเก่า ๆ ) เท่านี้ก้สามารถให้บริการได้ประทับใจเช่นกัน แต่กรองอากาศที่เราดูว่าทำความสะอาดกันง่าย ๆ นี่แหละสร้างปัญหาให้กับเครื่องยนต์มานักต่อนักโดยเฉพาะในระยะยาว และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการดับไม่ลง (ปิดสวิทช์ดับเครื่องยนต์แล้วเครื่องยังไม่ยอมดับ)

    สิ่งที่ทำให้เกิดปัญหานั้นไม่ใช่ตัวกรองอากาศโดยตรง แต่เป็นวิธีการทำความสะอาดมากกว่า เพราะเท่าที่เห็นและสัมผัสมาเด็กปั๊มหรือ เด็กอู่มักจะเป่ากรองอากาศด้วยวิธีผิด ๆ สำคัญเอาเองว่าเป่าแล้วให้ดูเหมือนฝุ่นออกมาเยอะ ๆ (คือเป่าจากทางด้านหน้าของไส้กรองอากาศ) แล้วเจ้าของรถจะ "ชื่นใจ" ว่าเออ.. มีฝุ่นออกมาเยอะแยะ คราวนี้กรองก็คงสะอาดหรือมีฝุ่นน้อยลงแน่ อีกความหมายหนึ่งคือเด็กพวกนี้จะเป่าตามฝุ่นเข้าไปแทนที่จะเป่าย้อนฝุ่นออกมา เพราะการเป่าตามฝุ่นเข้าไปนั้น จะเห็นว่ามีฝุ่นกระจายออกมามากแต่แท้ที่จริงเท่ากับเป็นการช่วยดันให้ฝุ่นละอองที่ติดอยู่ในเนื้อกรองอากาศนั้นฝังตัวแน่นเข้าไปอีก ยิ่งเป่าฝุ่นก็ยิ่งเป่าฝุ่นก็ยิ่งฝังแน่นทะลุผ่านไส้กรองเข้าไปและทำให้เกิดเป็นรูเล็ก ๆ ขึ้นบนเนื้อไส้กรองอากาศ เมื่อนำเอากรองอันนั้นกลับไปใช้ คราวนี้ประสิทธิภาพของกรองก็จะลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ฝุ่นละอองก็จะสามารถหลุดลอดผ่านเข้าไปยังห้องเผาไหม้ได้ง่ายขึ้น และทำให้เกิดการสึกหรอที่สูงขึ้น
    ในทางกลับกัน ถ้าหากเป่ากรองอากาศด้วยวิธีที่ถูกต้องคือ ต้องการให้ฝุ่นละอองบางส่วนหลุดออกไปบ้างจะต้องใช้วิธี "เป่าจากทางด้านหลังกรอง" ซึ่งวิธีนี้ฝุ่นละอองจะหลุดน้อยกว่าวิธีแรกแต่ไม่ทำลายไส้กรองอากาศ (ซึ่งเจ้าของรถบางคนอาจจะส่ายหน้าบอกว่า "ไม่ชอบ ๆ") นอกจากนี้ยังมีกรองอากาศของรถบางรุ่นบางยี่ห้อที่ห้ามไม่ใช้ใช้ลมเป่าทำความสะอาดแต่จะใช้วิธีล้างด้วยน้ำแทน และบางยี่ห้อบางรุ่นก็ไม่ต้องเป่าหรือทำอะไรเลยก็มีนะครับ เพราะเขาเคลือบน้ำมันมาแล้ว ซึ่งแบบนี้จะเพิ่มคุณสมบัติช่วยให้กรองอากาศสามารถจับฝุ่นละอองเอาไว้ได้มากกว่าแบบแห้ง แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน ผู้ขับขี่หรือเจ้าของรถก็จะต้องทำความรู้จักและเข้าใจในรถของตัวเองให้ดีด้วย

    วิธีง่าย ๆ ที่จะ "รู้จัก" กับชิ้นส่วนหรือวิธีการดูแลที่ถูกต้องคือ จะต้องอ่านคู่มือประจำรถให้ละเอียดเพราะใน "เอกสารสำคัญ" นี้ผู้ผลิตเขาจะแนะนำถึงขั้นตอนและวิธีการอย่างละเอียดรวมทั้งระยะเวลาที่ควรต้องดูแลกัน นี่แหละเชื่อถือได้มากที่สุด ส่วนการซื้อชิ้นส่วนมาเปลี่ยนใช้แทนของเดิม ท่านก็จะต้องอ่านรายละเอียดคุณสมบัติและวิธีการต่าง ๆ ให้เข้าใจก่อนการใช้งาน เพื่อให้ใช้รถได้อย่างคุ้มค่าเงินที่เสียไปแล้วก็จะได้ไม่ต้องสงสัยกันอีกแล้วว่ารถเราเป็นอะไร... ทำไมรถคนอื่นเขาถึงไม่เป็น??
     
< Previous Thread | Next Thread >

แบ่งปันหน้านี้