รูป และ Review RacingWeb ได้รับเชิญให้ร่วมทดสอบยาง Michelin เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2555 ที่ผ่านมา

การสนทนาใน 'Review' เริ่มโดย Emporio, 30 มีนาคม 2012

โดย Emporio เมื่อ 30 มีนาคม 2012 เมื่อ 16:39
  1. Emporio

    Emporio Active Member ทีมงานสมาชิก Super Moderator VIP

    374
    35
    28
    [​IMG]

    สวัสดีครับ กลับมาเจอกันอีกครั้งสำหรับการร่วมทดสอบยางรถยนต์ Michelin
    ในครั้งนี้ทาง RacingWeb.Net ได้รับเชิญให้ไปร่วมทดสอบในคอนเซ็ปต์ Balance of Performance
    ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 17 มีนาคม 2555 ณ สนาม Bonanza International Speedway ซึ่งได้เชิญ CarClub ต่างๆไปร่วมทดสอบในครั้งนี้ด้วย
    สำหรับงานจัดทดสอบยางรถยนต์ในแต่ละครั้งของ Michelin นั้นขึ้นชื่ออยู่แล้วครับว่าไม่ธรรมดา
    ซึ่งจากในครั้งที่ผ่านๆ มานั้นค่อนข้างจะให้ผู้ทดสอบได้สัมผัสถึง Performance ของยางในชนิดที่ไม่มีกั๊กเรื่องรถหรือความเร็วในการทดสอบ
    หรือแม้กระทั่งที่เคยได้เชิญ KengRacing ไปร่วมทดสอบยาง Michelin Pilot Super Sport กับรถ SuperCar หลากหลายรุ่นที่สนามแข่งรถประเทศดูไบ

    RacingWeb@Michelin Pilot Sport 3 ==> http://racingweb.net/forum/showthread.php/730187
    RacingWeb@Michelin Pilot Super Sport ==> http://racingweb.net/forum/showthread.php/804125

    ลองมาดูแล้วกันครับว่าการทดสอบยางรถยนต์ Michelin ในคอนเซ็ปต์ Balance of Performance ในครั้งนี้เป็นอย่างไรกันบ้าง

    เริ่มด้วย 3 สิ่งที่ทาง Michelin เน้นในการพัฒนานวัตกรรมการผลิตยางรถยนต์
    นั่นคือ การใช้งานได้ยาวนาน ปลอดภัย และประหยัดพลังงาน

    [​IMG]

    [​IMG]


    ทีมทดสอบ Product ด้านรถยนต์ของ RacingWeb.Net ไปทุกงานที่ได้รับเชิญ
    พร้อมสรุปผลการทดสอบอย่างตรงไปตรงมาในฐานะสื่อมวลชน

    [​IMG]

    [​IMG]


    จุดลงทะเบียนหน้างาน

    [​IMG]


    บรรยากาศในงาน

    [​IMG]


    Webmaster ได้รับแจ้งว่าคืนก่อนจะมางานนอนน้อย ระหว่างเดินทางโดยรถตู้ก็ไม่กล้าหลับกลัวมี Civic มาไล่ชนบนทางด่วน

    [​IMG]


    เจ้าหน้าที่ของ Michelin กำลังบรรยายถึงคุณสมบัติและนวัตกรรมการผลิตยางของ Michelin ในปัจจุบัน
    เพื่อให้เห็นถึงการสร้างยางที่อยู่บนพื้นฐานของคำว่า Balance of Performance

    [​IMG]

    [​IMG]


    ก่อนจะไปชมภาพการทดสอบและผลการทดสอบก็ขออธิบายรายละเอียดกันซักหน่อยว่า คอนเซ็ป Balance of Performance คืออะไร
    เห็นตัวอักษรเยอะๆอย่าคิดว่ามันน่าเบื่อนะ เพราะสำหรับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องรถยนต์อย่างสมาชิกใน RacingWeb แล้วนั้น
    ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากๆ ทีเดียว เพราะจะทำให้ทราบว่ายางรถยนต์ที่เราๆ ใช้กันอยู่ทุกวันนั้นมีข้อดีข้อเสียในแง่ของการออกแบบอย่างไรดังนี้

    การผลิตยางเพื่อเน้นประโยชน์ไม่ว่าจะด้านใดมักจะมีข้อเสียในอีกด้านเสมอ เช่น

    การผลิตยางที่สามารถใช้งานได้ยาวนาน ก็มักจะต้องมีเนื้อดอกยางที่แข็ง ซึ่งทำให้ไม่นิ่มนวลและการเกาะถนนที่ลดลงโดยเฉพาะในพื้นเปียก
    การผลิตยางเพื่อให้ประหยัดน้ำมัน ก็มักจะต้องมีดอกยางที่ตื้น น้ำหนักเบา กระบวนการผลิตซับซ้อน ซึ่งทำให้โครงสร้างยางไม่แข็งแรง สมรรถนะบนถนนเปียกไม่ดี อายุการใช้งานสั้น
    การผลิตยางที่เกาะถนนได้ดี ก็มักจะต้องมีดอกยางที่นิ่ม ร่องรีดน้ำน้อย ซึ่งจะทำให้ไม่นุ่ม เสียงดัง สึกเร็ว ถนนแห้งดีแต่ถนนเปียกไม่ดี หรือแม้กระทั่งถนนเปียกดีแต่ถนนแห้งไม่ดี

    Michelin จึงพยายามคิดค้นนวัตกรรมการผลิตยางเพื่อให้ยางที่ผลิตออกมามีข้อดีในแง่ต่างๆโดยไม่สูญเสียข้อดีด้านอื่นๆ ไป
    นั่นคือความหมายของคอนเซ็ปต์ Balance of Performance นั่นเอง
    โดยแบ่งเป็นเทคโนโลยีในการผลิตยางด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในยางแต่ละรุ่นของ Michelin ดังต่อไปนี้


    เทคโนโลยี Alternating Bridging ใช้งานได้ยาวนานมากขึ้น 20%

    [​IMG]

    ช่วยควบคุมการขยับตัวของบล็อกดอกยางไม่ให้มากเกินไป โดยการเสริมความมั่นคงให้กับบล็อกดอกยางทุกๆ บล็อก ด้วยยคานเชื่อมแบบขั้นบันได
    จึงช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้น โดยไม่สูญเสียสมรรถนะบนพื้นเปียกอีกด้วย


    เทคโนโลยีสูตรเนื้อยาง Full Silica Compound มีประสิทธิภาพการหมุนสูงช่วยประหยัดน้ำมันเพิ่มขึ้น

    [​IMG]

    สามารถนำข้อดีของ Silica มาใช้งานได้อย่างเต็มที่ ทำให้เนื้อยางมีคุณสมบัติที่สมบูรณ์แบบ ให้ประสิทธิภาพการหมุนที่สูง และยังสามารถเกาะถนนได้ดีในเวลาเดียวกัน
    โดยในยางรุ่นใหม่ๆต่อจากนี้จะมีเครื่องหมาย Green X บนแก้มยาง ซึ่งเป็นเครื่องหมายการรับประกันยางประหยัดน้ำมันคุณภาพสูง ที่ทั้งปลอดภัยและมีอายุการใช้งานยาวนาน


    เทคโนโลยี Micro Adaptive Compound เพื่อการยึดเกาะถนนที่ดี

    [​IMG]

    ทำให้เนื้อยางส่วนที่สัมผัสถนนมีความยืดหยุ่นสูง จึงซึมซับและโอบรับความขรุขระของพื้นถนนได้เต็มที่ เพื่อการยึดเกาะสูงสุด


    เทคโนโลยี Optimum Void Grooves เพื่อการรีดน้ำที่ดี

    [​IMG]

    ร่องรีดน้ำตามแนวการหมุนของยางมิชลิน Energy XM2 มีปริมาตรสำหรับระบายน้ำได้มากขึ้น 20% เมื่อเปรียบเทียบกับยางมิชลิน Energy XM1 จึงช่วยลดความเสี่ยงในการเหินน้ำได้มากขึ้น


    เทคโนโลยีในการผลิตยางกลุ่ม SUV เช่น

    เทคโนโลยีโครงสร้าง Supple yet Rigid

    [​IMG]

    ด้วยโครงสร้างแก้มยางที่ยืดหยุ่นผสานดอกยางที่มั่นคง ให้การซึมซับแรงกระเทือนเพื่อความนุ่ม
    หน้าสัมผัสที่กว้างกว่า ทำให้การกระจายน้ำหนักบนหน้ายางเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ยางจึงสึกเรียบ ได้ระยะทางไกลขึ้น


    เทคโนโลยี "สเตบิลิกริป" (StabiliGrip) อันนี้น่าสนใจมาก คิดต่างและพัฒนาได้อย่างยอดเยี่ยม

    [​IMG]

    ร่องดอกยางที่มีเทคโนโลยีล็อคตัวภายใน (Interlocking StabiliGrip Sipes) ทำให้ดอกยางมีความมั่นคงสูง เข้าโค้งได้อย่างแม่นยำ เกาะถนนมั่นใจ ให้ความปลอดภัยสูงสุด

    Credit : http://www.michelin.co.th

    ก็พอคร่าวๆนะครับสำหรับเทคโนโลยีที่วันนั้น Michelin ได้อธิบายให้ฟัง ซึ่งทำให้เราได้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการผลิตยางและนวัตกรรมใหม่ๆ
    ซึ่งน่าสนใจมากๆว่าทำอย่างไรจึงจะก้าวข้ามขีดจำกัดในการพัฒนาประสิทธิภาพของยางในด้านหนึ่งได้โดยไม่สูญเสียประสิทธิภาพอีกด้านไป
    อย่าคิดว่ามาช่วยโฆษณากันเลยนะครับ ยางยี่ห้ออื่นๆก็มีเทคโนโลยี่ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งผมมองว่ามันเป็นความรู้ที่น่าศึกษามากกว่านะ

    เอาล่ะ วิชาการกันมามากพอแล้ว ลองดูในส่วนของการทดสอบกันบ้างดีกว่า
    เริ่มจากการแนะนำตัวผู้ควบคุมการทดสอบยางในวันนั้น

    [​IMG]


    เริ่มกันที่การทดสอบแรกครับ เป็นการทดสอบประสิทธิภาพในการหมุนของยาง
    ซึ่งจะมีการปล่อยรถโดยการดับเครื่องให้ไหลจากช่วงทางตรงของสนาม ซึ่งเป็นทางลักษณะลาดลง
    แล้วดูว่ายาง Michelin เทียบกับยางคู่แข่งแล้วใครสามารถไปได้ไกลกว่ากัน
    โดยเป็นการให้ตัวแทนของคณะที่ไปทดสอบไปนั่งอยู่บนรถคันต่างๆ ส่วนคนที่เหลือก็สังเกตการณ์ผ่าน Monitor ที่จัดไว้ให้ชมกันสดๆ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    ซึ่งวันนั้น Michelin นำยางรุ่นใหม่มาทดสอบเรื่องนี้ 3 หรือ 4 รุ่นนี่แหละจำไม่ได้
    โดยใช้รถรุ่นเดียวกันกับยางคู่แข่งในแต่ละรุ่น ผลออกมาคือคันที่ใช้ Michelin ไหลได้ไกลกว่าทุกคัน
    แต่ที่ค่อนข้างโดดเด่นคือยางที่ใส่ในรถแคมรี่(น่าจะเป็นรุ่น Primacy LC) ที่ไปได้ไกลกว่าเพื่อนมากๆ

    แต่การทดสอบนี้มีจุดที่ให้ผมสงสัยอยู่เล็กน้อยนะครับคือระยะทางในการทดสอบค่อนข้างไปได้ไกลจนมีการผ่านโค้ง 3 โค้ง
    ตรงนั้นเป็นตัวแปรสำคัญครับว่าคนที่นั่งบังคับพวงมาลัยของแต่ละคันจะเข้าโค้งในไลน์เดียวกันไหม
    ซึ่งความแตกต่างของไลน์การเข้าโค้งนั้นนอกจากจะมีเรื่องของระยะทางที่ต่างกันได้แล้วยังมีเรื่องแรงเสียดทานจากโค้งในแต่ละไลน์ด้วย
    ซึ่งตรงนี้สามารถเปลี่ยนแปลงระยะการวิ่งของรถที่ไหลผ่านมาได้ ดังนั้นในข้อนี้ถ้าเป็นการทดสอบเฉพาะทางตรงน่าจะเคลียร์กว่าครับ

    ***เกร็ดความรู้เล็กๆนะครับ การหมุนได้ดีกว่าถือว่าจะทำให้ประหยัดน้ำมันได้มากกว่าเพราะมีความเสียดทานในการหมุนน้อยกว่า
    แต่ก็จะทำให้เกิดข้อสงสัยที่ว่าเมื่อมีความเสียดทานน้อยแล้วมันจะเกาะถนนลดลงหรือเปล่า
    คำตอบที่ได้คือ ด้วยการออกแบบโครงสร้างของยาง ในภาวะที่ล้อหมุนตรงๆ แม้จะเกิดแรงเสียดทานที่น้อย
    แต่เมื่อเข้าโค้งซึ่งจะมีแรงหนีศูนย์กลางจากโค้งเกิดขึ้นที่ยาง ในภาวะนั้นโครงสร้างของยางจะทำหน้าที่ให้เกิดการเกาะยึดถนนที่มากกว่าตอนหมุนตรงๆ ครับ


    เสร็จจากการทดสอบประสิทธิภาพในการหมุนของยางแล้วจึงได้เข้ามานั่งพักเพื่อเตรียมทดสอบ Safety PC

    [​IMG]

    [​IMG]

    ซึ่งเป็นการทดสอบยาง Michelin รุ่น Primacy LC เทียบกับยางยี่ห้อคู่แข่งบนรถ 3 รุ่นคือ
    Civic 1.8, Lancer EX, Camry 2.0 โดยวิ่งรอบสนามและสลับไปขับอีกคันที่ใส่ยางยี่ห้อคู่แข่งอยู่
    ซึ่งตลอดทางจะมีส่วนที่ได้ทดสอบประสิทธิภาพแทบจะทุกด้านของยางรุ่นนั้นดังนี้

    [​IMG]

    - สลาลอมบนพื้นแห้ง
    - โค้งบนพื้นแห้ง
    - วิ่งทับเส้นเชือกเพื่อทดสอบความนิ่มและเสียงรบกวน
    - โค้งบนพื้นเปียก
    - เบรคบนพื้นเปียกโดยมี V-Box วัดระยะทางเบรคไว้เปรียบเทียบ

    ซึ่งการทดสอบนี้ RacingWeb.Net ได้อยู่ในกลุ่มที่ทดสอบกับรถ Civic 1.8
    ลองชมภาพการทดสอบดูนะครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    ผลการทดสอบค่อนข้างเหนือกว่าในทุกๆ Station นะครับ

    - จังหวะสลาลอมบนพื้นแห้งค่อนข้างชัดเจนว่า Primacy LC เข้าได้คมกว่ายางคู่แข่ง
    - โค้งบนพื้นแห้งก็เช่นกันครับ Primacy LC ไม่มีอาการ Under เลย แต่ยางคู่แข่งมีอาการเล็กน้อย
    - การวิ่งผ่านเส้นเชือกที่ขวางถนน ให้ผลไม่ค่อยเด่นชัดนัก แต่ก็ยังจับความรู้สึกที่แตกต่างกันได้เล็กน้อย
    - ในทางโค้งพื้นเปียก Primacy LC จะมี Grip ที่ดีกว่า แม้ความเร็วที่ทดสอบจะมีอาการ Under ให้เห็นอยู่บ้างแต่ก็ยังสามารถคอนโทรลรถได้
    แต่เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว Under ค่อนข้างมากจนต้องยกคันเร่งเพื่อรักษาการทรงตัวของรถ
    - ส่วนระยะเบรคนั้น V-Box วัดได้ค่อนข้างชัดเจนครับว่า Primacy LC มีระยะเบรคที่สั้นกว่าเฉลี่ยเกือบ 2 เมตร

    ซึ่งกิจกรรมในช่วงเช้านั้นมีกิจกรรเสริมอีกอย่างครับคือการให้ผู้เข้าร่วมงานส่งภาพที่ถ่ายได้จากในงานวันนั้น
    ส่งเข้าประกวดโดยยึดหัวข้อ Balance of Performance ทาง RacingWeb.Net ได้เก็บภาพและส่งภาพนี้เข้าประกวดครับ

    [​IMG]

    ผลการประกวดภาพถ่ายประกาศในช่วงเย็นนะครับ RacingWeb.Net ได้รางวัลที่ 2 นะครับ
    ด้วยเหตุผลของน้องๆพริ๊ตตี้ที่ว่าาภาพของเราเห็นแล้วองค์ประกอบภาพมันครบ และ มันใช่ ตรงกับหัวข้อ Balance of Performance
    ภาพที่ร่วมเข้าประกวดจาก CarClub กลุ่มอื่นๆ

    [​IMG]


    หลังจากผ่านในช่วงเช้ามาแล้วก็พักรับประทานอาหาร เรียบง่าย อร่อย สบายๆ

    [​IMG]


    เมื่อทานอาหารกลางวันเสร็จจึงเดินเล่น ดูและซนโน่นนี่นั่นไปเรื่อย มาเจอกับผู้ชายคนนี้ด้วย

    [​IMG]

    และก็มี Renault Clio ตัว One Make Race มาจอดเตรียมไว้สำหรับกิจกรรมต่อไป

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    แล้วจึงเริ่มกิจกรรมในช่วงบ่ายคือ Safety SUV โดยใช้ยาง Michelin Latitude Tour HP เทียบกับยางคู่แข่ง
    โดยรถที่ใช้คือ Pre Runner, Colorado, Pajero Sport ซึ่งทาง RacingWeb.Net ได้ทดสอบ Pre Runner
    โดยการทดสอบก็จะวิ่งรอบทั้งสนามเหมือน Safety PC ครับเพียงแต่เป็นการวิ่งกลับด้านเพื่อไม่ให้ได้ความสนุกเพิ่มขึ้น

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    ผลการทดสอบในแต่ละ Station นะครับ

    - จังหวะสลาลอมบนพื้นแห้ง Latitude Tour HP มี Grip ดีกว่ายางคู่แข่งเล็กน้อย
    - โค้งบนพื้นแห้งก็รู้สึกถึงความแตกต่างกันเล็กน้อยเช่นกัน
    - การวิ่งผ่านเส้นเชือกที่ขวางถนนอันนี้ผมแทบไม่รู้สึกถึงความต่างกันนะครับ อาจะเป็นเพราะกำลังทดสอบยางที่มีแก้มค่อนข้างหนามากๆ อยู่
    - ในทางโค้งพื้นเปียก Under ทั้งคู่นะครับแต่ Latitude Tour HP จะคอนโทรลรถได้ง่ายกว่า
    - ส่วนระยะเบรคนั้น V-Box วัดได้ค่อนข้างชัดเจนครับว่า Latitude Tour HP มีระยะเบรคที่สั้นกว่าเฉลี่ยเกือบ 3 เมตร


    ในช่วงระหว่างการทดสอบ Safety SUV ในส่วนของผู้ที่นั่งรอก็จะมีการเทรนการขับรถ Renault Clio One Make Race

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    น้องคนนี้น่ารักนะฮะ

    [​IMG]


    ระหว่างรอก็มาถ่ายรูปน้องๆพริ๊ตตี้เค้าซักหน่อย

    [​IMG]


    2 คันนี้ก็เตรียมไว้ให้ทดสอบต่อไปเช่นกัน

    [​IMG]


    เริ่มรอนาน...

    [​IMG]


    แล้วก็มาถึงกิจกรรม Sport Experience
    ซึ่งเป็นการทดสอบยาง Michelin รุ่น Pilot Sport 3
    โดยได้จัดรถ Renault Clio ตัว One Make Race 6 Speed เกียร์ Dogbox แบบ Sequential เอาไว้ให้
    และยังมี Benz C250 Coupe,SLK 200,C200 CGI ไว้ให้เลือกด้วยสำหรับผู้ที่ขับเกียร์ธรรมดาไม่เป็น
    .... ทายซิว่า RacingWeb จะเลือกทดสอบยางด้วยรถคันไหน !?!?

    สำหรับรายละเอียดยางรุ่น Pilot Sport 3 นั้นสามารถดูได้จาก
    http://racingweb.net/forum/showthread.php/730187
    ซึ่งในครั้งนั้น RacingWeb ได้รับเชิญให้ไปทดสอบยางรุ่นนี้กันมาแล้ว

    ในครั้งนี้ Michelin จัดให้อีกครั้งโดยไม่ได้ทำการเปรียบเทียบกับยางคู่แข่งแต่อย่างใด
    เน้นประสบการณ์ในการใช้ความเร็วกับยางรุ่นนี้ล้วนๆ


    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    และเนื่องด้วย Clio ที่ทดสอบเป็นรถแข่ง จึงไม่มีผู้ควบคุมนั่งไปด้วย ทาง Michelin จึงมีเพียงแต่รถขับนำเพื่อไม่ให้เราขับกันเร็วเกินไป
    แต่ดูรถขับนำเค้าขับสิ .... สรุปแล้วก็ค่อนข้างที่จะปล่อยให้ใช้ความเร็วได้สูงพอสมควรทั้งในทางตรงและในทางโค้งกันเลยทีเดียว
    เพื่อเป็นบทพิสูจน์ว่ายางรุ่น Pilot Sport 3 นี้ถึงแม้จะออกแบบมาสำหรับรถบนถนน แต่ก็มีประสิทธิภาพมากพอที่จะเอามาใช้กับรถแข่งในสนามแข่งได้เช่นกัน

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    ส่วนกลุ่มรถ Benz ก็จะมีผู้ควบคุมการทดสอบนั่งไปด้วยเพื่อแนะนำความเร็วที่จะใช้ในการทดสอบ
    แต่ก็อย่างที่เห็นครับ เมื่อยางดีๆมาอยู่บนรถสมรรถนะสูง ก็สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงได้อย่างราบรื่น

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    หลังจากนั้นก็เข้าสู่กิจกรรม Latitude Croos Experience
    เป็นการทดสอบยาง Michelin Latitude Cross ซึ่งอยู่ในกลุ่ม All Terrain
    ซึ่งเป็นการทดสอบโดยไม่ได้ทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง แต่เน้นให้ผู้ทดสอบได้รับประสบการณ์จากการขับขี่ด้วยยางรุ่นนี้
    โดยการขับในสนามดิน และทำการจับเวลาเพื่อหาผู้ที่ทำเวลาได้น้อยที่สุดด้วย
    ซึ่งมีรถอยู่ 2 แบบคือ Vigo 4x4 กับ Ranger 4x2 ซึ่งใช้ไลน์ขับคนละไลน์กัน
    RacingWeb.Net อยู่ในกลุ่มที่ใช้ Vigo 4x4 สำหรับทดสอบครับ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    แต่ละคนจัดเต็มกันทั้งนั้น หมุนพวงมาลัยมือเป็นลิงกันเลยทีเดียว

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    อันนี้แข่งเสร็จเวลาเหลือก็เลยขอไปทดสอบ Ranger 4x2 กับเค้าหน่อย เป็นรถที่น่าประทับใจมากๆทีเดียว

    [​IMG]


    แต่แล้วก็มีกิจกรรมเพิ่มความสนุกเข้าไปอีกโดยการให้ขับ Pajero Sport ขึ้นไม้กระดก
    โดยจับเวลาว่าสามารถกระดกอยู่กลางอากาศได้นานเท่าไหร่ ก็จะเอาเวลาที่ได้ไปหักลบกับเวลาที่ทำได้จากการขับในสนามดิน


    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    ผลการทดสอบครับ RacingWeb.Net เอารางวัลที่ 1 มาได้แบบฟลุ๊คๆ

    [​IMG]

    [​IMG]


    เมื่อเสร็จกิจกรรมต่างๆ ก็กลับมาบรรยายสรุปผลการทดสอบกัน

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    รับมอบรางวัลภาพถ่าย Balance of Performance

    [​IMG]


    เสร็จกิจกรรม Michelin พาไปทานข้าวเย็นที่ร้าน The Smoke House อาหารอร่อย บรรยากาศดี เพลงไพเราะ

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]

    [​IMG]


    จบแล้วครับสำหรับการร่วมทดสอบยางกับ Michelin
    ในครั้งนี้ถือเป็นการจัดทดสอบที่ค่อนข้างดี ได้ทดสอบยางหลายรุ่น และจัดงานกระชับภายในวันเดียวไปเช้าเย็นกลับได้ดีเยี่ยมจริงๆครับ
    และยางแต่ละรุ่นก็แสดงประสิทธิภาพออกมาได้อย่างประทับใจเช่นเคย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นระหว่างการทดสอบก็ดีมากๆ เช่นเคย

    ขอขอบคุณ Michelin ในการให้โอกาส RacingWeb.Net เข้าร่วมทดสอบยางในครั้งนี้และครั้งที่ผ่านมาอย่างสม่ำเสมอ
    ช่วยให้เราได้ทราบถึงเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการออกแบบและผลิตยางในแง่มุมที่เราไม่เคยทราบ
    หวังว่า RacingWeb.Net จะได้รับโอกาสเช่นนี้อีกในโอกาสหน้านะครับ....สวัสดี
     

ความคิดเห็น

การสนทนาใน 'Review' เริ่มโดย Emporio, 30 มีนาคม 2012

แบ่งปันหน้านี้